หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

ธันวาคม, 2008

now browsing by month

 

วิกฤติใหญ่ ใครๆก็ออกมาจากที่ตั้งเพื่อเตือนสตินักการเมือง

วิกฤติทางการเมืองไทยที่เพิ่งผ่อนคลายลงนั้น นับเป็นวิกฤตที่รุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลเลวร้ายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างร้ายแรงจนไม่อาจประเมินค่าความเสียหายได้ ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ประกอบสภาพเศรษฐกิจของโลกที่อยู่ในภาวะถดถอย ส่งผลถึงไทยเช่นเดียวกัน ทำให้วิกฤติการณ์สองอย่างรวมกัน สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าจากที่เคยเป็นในครั้งก่อนๆ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเมืองเกิดวิกฤติขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งนี้ก็คือ พฤติกรรมของนักการเมืองที่ขาดความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ผู้แทนปวงชน เป็นการเมืองเพื่อแสวงหาและรักษาผลประโยชน์ของตนกับพรรคพวก ทำให้ประเทศชาติสูญเสียทรัพย์สินและโอกาสในการที่จะพัฒนาไปสู่ความเจริญและมั่นคง การกระทำของนักการเมืองทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งออกมาประท้วงต่อต้าน จนนำไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรงดังกล่าว

วิกฤติการที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แม้จะความเสียหายแก่สังคมไทยอย่างมากมาย แต่ก็ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญในทางสร้างสรรค์และพัฒนาการทางการเมืองหลายประการ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ นับเป็นแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการเมืองที่ดีในอนาคตได้ หรือาจจะเรียกว่าการเมืองใหม่ ตามที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพยายามนำเสนอแนวคิดสู่สังคมไทย

การเคลื่อนไหวที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง ทำไมจึงจะถือว่ามีนัยสำคัญในการสร้างการเมืองใหม่ขึ้นมาในสังคมไทย ในที่นี้ จะขอเสนอเป็นข้อสังเกตไว้ดังนี้

Read More

ประเทศไทยบนกล่องระเบิดที่มีสายชนวนพร้อมจุด

ผมเขียนเรื่องนี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้ยุบพรรคการเมือง 3 พรรค อันได้แก่ พลังประชาชน ชาติไทย และ มัชฌิมาธิปไตย เพราะกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและผิดรัฐธรรมนูญ และตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เป็นกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบต้องพ้นจากตำแหน่งโดยทันที

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาลมาหกเดือน ล่าสุดบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองเพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก ก็ประกาศเลิกชุมนุมในวันที่ 3 ธันวาคม เวลา 10.00 น. ทำให้สถานการณ์การเมืองและความวุ่นวายจาการปิดสนามบินทั้งสองแห่งสงบลง

บรรยากาศอันตรึงเครียดที่เป็นมาตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือน นับแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดชุมนุมขึ้น ก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนไทยพอจะมองเห็นความหวังในการนำพาประเทศชาติเดินต่อไปข้างหน้าบ้าง แม้จะขลุกขลักแต่ก็ดีกว่าถอยหลังหรือหยุดอยู่กับที่

แต่หากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์ที่ดุเหมือนสงบลงนั้น เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์หน้าฉากเท่านั้น เพราะหลังฉากยังมีการต่อสู้แย่งชิงทางการเมืองกันอยู่อย่างดุเดือด ความสงบที่เกิดขึ้นขณะนี้ อาจเป็นเพียงการพักรบระยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เหตุการณ์อาจจะปะทุขึ้นอีก และอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมอดที่จะนึกถึงเหตุการณ์รอยต่อระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่กับสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้ เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เรียนประวัติศาสตร์สากล ครูประวัติศาสตร์ที่สอนผมที่โรงเรียนเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ตั้งข้องสังเกตว่า แท้จริงแล้ว ระยะเวลาประมาณ 20 ปีที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลงนั้น เป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว เหมือนเป็นการส้องสุมกำลังเพื่อที่จะกลับมาทำสงครามกันใหม่ ก็เห็นจะจริงเช่นนั้น เพราะระยะเวลา 20 ปี ทั้งสองฝ่ายมีกำลังคนรุ่นใหม่โตพอที่จะเป็นทหารได้พอดี พวกทหารเก่าที่รอดตายจากสงครามครั้งแรกก็ยังอยู่ในวัยที่สามารถเข้าสนามรบได้อีก เป็นผู้บังคับบัญชาทหารใหม่ ทำภารกิจที่ค้างคาจากครั้งก่อนให้ลุล่วง หรือไม่ก็ตายไปในสงคราม

ดังนั้น โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงเป็นช่วงที่นั่งอยู่บนกล่องระเบิดที่มีสายชนวนพร้อมจุด รอแต่เพียงว่า ใครจะกล้าหาญจุดก่อน ในที่สุดฝ่ายเยอรมันก็เป็นผู้จุด โดยเปิดแกสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการบุกยึกดปแลนดืแบบสายฟ้าแลบ แสดงแสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่ให้ศัตรูตื่นตลึง เป็นการเปิดฉากสงครามโดยฝ่ายที่เคยพ่ายแพ้ อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ก่อความเสียหายหลายเท่า แม้สงบลงแล้วก็ยังผลสะเทือนให้โลกแตกแยกเป็นสองฝ่าย กลายเป็นสงครามเย็นต่อเนื่องมายาวนานครึ่งศตวรรษ

สังคมไทยของเราในวันนี้ ผมคิดว่า ไม่ต่างจากโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือช่วงสงครามเย็นที่เหมือนนั่งอยู่บนกล่องระเบิดที่มีสายชนวนพร้อมที่จะถูกจุดให้ระเบิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง ซึ่งอาจจะในเวลาอันใกล้นี้ และเป็นระเบิดที่รุนแรงเกินจะคาดคิดเพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์ ของชนชั้นนำในสังคมที่ใช้ชนชั้นล่างเป็นเครื่องมือในการต่อสู้
Read More

ประเทศไทย…จะเดินไปสู่หนไหนกันดี

คนไทยที่ไม่ได้เข้าร่วมฝักฝ่ายใด ระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ตอนนี้ก็คงมีคำถามไม่ต่างกัน นั่นคือ เหตุการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่นี้ มันจะเดินไปในทิศทางใดต่อและจะจบลงยังไง สองคำถามนี้เกิดขึ้นคู่กัน และไม่มีคำตอบ

มีคนพยายามเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหามากมาย ได้แก่ การยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน หรือนายกรัฐมนตรีลาออก แต่คำตอบที่ได้รับก็คือ ฝ่ายรัฐบาลที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงสนับสนุนก็บอกว่า ไม่ยุบสภาและไม่ลาออก เพราะมีความชอบธรรมในการบริหารราชการบ้านเมืองเนื่องจากได้รับเลือกมาจากประชาชน

ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคนสวมเสื้อเหลือง ที่ประท้วงรัฐบาลมาหลายเดือนแล้ว ก็ยืนยันว่า ไม่หยุดชุมนุมจนกว่ารัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกและรับประกันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ต่างประเทศก็เปิดประเด็นโจมตีประเทศของตนเองอย่างไม่มีชิ้นดี โดยเฉพาะศาลสถิตยุติธรรมถูกอดีตนายกรัฐมนตรีกระหน่ำอย่างไม่ยั้ง รวมถึงส่งสัญญาณให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนตนและรัฐบาลชุมนุมเผชิญหน้ากับพันธมิตรฯ แข่งกันสร้างความเสียหาบซ้ำเติมประเทศชาติอย่างไม่ยั้งมือ

หลายภาคส่วนของสังคม ประกอบด้วยคนที่ไม่เข้าข้างทั้งสองฝ่าย ต่างออกมาเรียกร้องให้ยุติการบ่อนทำลายประเทศชาติของผู้ที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ ให้พันธมิตรฯเลิกชุมนุม เลิกยึดสนามบินทั้งสองแห่ง ให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ให้กลุ่มคนเสื้อแดงหรือแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก) เลิกเคลื่อนไหว แต่คำตอบนั้นอยู่ในสายลม ไม่มีใครยอมฟัง มิหนำซ้ำในวันนี้ (2 ธันวาคม 2551) กลุ่ม นปก. ก้ยกกันไปล้อมศาลรัฐธรรมนูญที่พิจารณาคดยุบพรรคการเมือง อันได้แก่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย จนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องย้ายไปใช้ศาลปกครองเป็นที่พิจารณาคดี แต่ก็มีข่าวว่า กลุ่ม นปก. ก็จะยกตามไปประท้วงที่ศาลปกครองด้วย

เรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบฝ่ายพันธมิตร ที่เห็นฝ่ายหนึ่งทำก็ทำบ้าง โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร
Read More