หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

ผลงานบางเรื่องและรางวัล“เปลื้อง วรรณศรี”

นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในยุคที่ผมเรียนคือเมื่อสามสิบกว่าปีก่อนนั้น คุ้นกับบทกวีวรรคทองที่ว่า “หากขาดโดมเจ้าพระยาท่าพระจันทร์ ก็ขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม” โดยท่องจำได้เพราะได้รับการบอกต่อจากรุ่นพี่ ทั้งมีสอดแทรกอยู่ในข้อเขียนและเอกสารต่างๆ รวมถึงป้ายกิจกรรมที่ติดอยู่ทั่วมหาวิทยาลัย  แต่มีจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าบทกวีวรรคทองนี้เป็นผลงานของ เปลื้อง วรรณศรี

เปลื้อง  วรรณศรี เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้นำนักศึกษาที่มีความคิดหัวก้าวหน้าและกล้าหาญ มีอุดมการณ์เพื่อประโยชน์ของประชาชนและสังคม ซึ่งสะท้อนผ่านความคิด งานเขียน และการทำงาน อันเป็นหลักฐานชี้ชัดว่า ตัวตนของเขานั้นเป็นคนอย่างไร นั่นคือ เป็นคนที่พูดจริง ทำจริง ในสิ่งที่ตนเชื่อ หรือจะเรียกว่าเป็นที่ “เทศนาในสิ่งที่ตนเชื่อ ทำในสิ่งที่ตนคิด” นั่นเอง

ผลงานของ เปลื้อง วรรณศรี นั้นมีมากมายหลายอย่าง ทั้งในฐานะนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักเขียนและกวี ซึ่งในทีนี้ผมจะขอกล่าวถึงประเด็นที่เกี่ยวกับงานมอบรางวัล เปลื้อง วรรณศรี ครั้งนี้ คืองานด้านวรรณกรรมของเขา จำเพาะเจาะจงไปที่บทกวี

บทกวีของ เปลื้อง วรรณศรี   ย่อมสะท้อนความคิด ความเชื่อและตัวตนของเขา นั่นคือ สิ่งที่เขาคิดและทำล้วนเป็นไปเพื่อประโยชน์ของชนส่วนใหญ่ อันได้แก่ผู้ที่เขาเรียกว่าพี่น้องประชาชนผู้ทุกข์ยาก ซึ่งเขาเรียกว่า “นักปฏิวัติสังคม” ดังที่เขาเขียนไว้ในหนังสือ “ปฏิวัติสังคม” ตอนหนึ่งว่า

 

“ข้าพเจ้าเคยอยากเป็นหมอ เพราะจะได้ช่วยคนไม่ให้ตาย ข้าพเจ้าเคยอยากเป็นทนายความ เพราะอยากเป็นคนเก่งพูดจาทันคน ข้าพเจ้าเคยอยากเป็นกวีและนักประพันธ์ เพราะจะได้เขียนเรื่องหรือแต่งโคลงกลอนให้คนอ่านหลงใหลเหมือนสุนทรภู่ ข้าพเจ้าเคยอยากเป็นนักหนังสือพิมพ์ เพราะใครๆ กลัวฝีปาก กลัวคมปากกา
                “แต่ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า
                “ถ้าข้าพเจ้าเป็นหมอ ข้าพเจ้าขืนช่วยผู้ขูดรีดให้มีชีวิตอยู่ ก็เท่ากับข้าพเจ้าสนับสนุนให้เขาทำการขูดรีดต่อไป ถ้าข้าพเจ้าขืนช่วยผู้ถูกขูดรีดซึ่งยากจนข้นแค้นให้มีชีวิตอยู่ ก็เท่ากับช่วยให้เขาต้องผจญทนทุกข์ทรมานอยู่กับการขูดรีดต่อไป เป็นทนายความก็เหมือนกัน เป็นกวี เป็นนักประพันธ์ หรือเป็นนักหนังสือพิมพ์ก็เหมือนกัน ผลมันไม่ผิดกันเลย ถ้าข้าพเจ้ายังไม่มีทิศทางและจุดมั่นในการทำงาน
               “ข้าพเจ้ารู้แล้วว่า
                “ข้าพเจ้าต้องเป็นนักปฏิวัติ ข้าพเจ้าต้องเป็นนักปฏิวัติสังคม ให้สังคมของเรามีความเสมอภาค มีหลักประกัน มีเอกราช มีประชาธิปไตย ให้ทุกคนอยู่ดีกินดี และให้โลกสงบสุขนี้เท่านั้น เป็นทิศทางที่ถูกต้อง
                “นี่คือทางเดินที่ข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่าถูกต้อง และข้าพเจ้าก็ได้เลือกเดินทางนี้มา ๑๐ กว่าปีแล้ว ไม่มีคำว่า “ถอยหลัง” ในชีวิตของข้าพเจ้า ไม่ว่าต่อหน้าปากกระบอกปืน หรือต่อคุกตะราง เพราะข้าพเจ้าได้มอบชีวิตตัวเองให้เป็นสมบัติของประชาชนแล้ว”

(คัดจาก ปฏิวัติสังคม โดย เปลื้อง วรรณศรี จัดพิมพ์โดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสานแห่งประเทศไทย, เมษายน ๒๕๑๘ ;หน้า ๑๙-๒๐)

นั่นคือคำประกาศจุดยืนชีวิตของเปลื้อง วรรณศรี งานเขียนของเขาก็มุ่งไปในทางนั้นไม่ผิดเพี้ยน บทกวีทุกชิ้นงานที่ปรากฏตกทอดมาจนถึงปัจจุบันเป็นหลักฐานอันชัดแจ้ง โดยไม่ต้องพิเคราะห์ ตีความ แต่อย่างใด เพราะถ้อยคำและเนื้อหาได้บ่งบอกโดยแจ้งชัดในตัวของมันเองอยู่แล้ว

ผมขอยกบทกวีบางชิ้นงานของ เปลื้อง วรรณศรี มาให้อ่าน เพื่อให้ท่านทั้งหลายที่ยังไม่ได้อ่าน มีโอกาสได้สัมผัสผลงานของบุรุษนักปฏิวัติสังคมที่เป็นเจ้าของรางวัลที่ได้มอบกันในครั้งนี้

เห็นอยู่แต่ผู้ยากเข็ญ

โอ้ว่าอนิจจาความทุกข์
คือคุกขังคนจนผอง
ทรมานซากซ้ำจำจอง
ทุกข์ครองเช่นนี้ปีเดือน
หน้าร้อนระแหงแห้งผาก
อกหากร้อนใดไม่เหมือน
ร้อนแดดแผดเผาเร้าเตือน
หนี้เยือนอกยอกชอกช้ำ
หน้าฝนไม่ผ่อนร้อนไหม้
หักใจเจ็บฝืนกลืนกล้ำ
ฝนแล้งฤๅล่าพาทำ
นาจำทิ้งร้างว่างไป
หน้าหนาวโอ้หนาวร้าวเหลือ
ขาดเสื้อผ้าคราวหนาวใหญ่
ขาดยาอาหารสะท้านใจ
เจ็บไข้อนาถาข้าทน
เห็นอยู่แต่ผู้ยากเข็ญ
ทุกข์เช่นพวกข้าทุกหน
เป็นเพื่อนเยือนถามยามจน
ล้วนคนยากเข็ญเช่นเรา
เออ-ถ้าคนจนเรือนแสน
ล้าน,-แล่นไล่ล้างความเศร้า
ความทุกข์ทั้งปีนี้เอา
แรงเข้าหักเหี้ยนเตียนกอง
น้ำตาที่ไหลหลั่งเลือด
เช็ดเหือดด้วยมือทั้งผอง
ทุกข์ที่คนจนทนครอง
คือคุกจำจองไม่มี.

***

จะต้องด้วยมือใคร

ปฏิวัติพังสังคมที่ถมทับ
ทุกข์เข็ญขับดับไปอย่างได้ผล
ต้องเฉพาะเพราะหัตถามหาชน
พร้อมกมลมานะปฏิวัติ
หากมีผู้รู้มากทำบากบั่น
เข้าห้ำหั่นแย่งอำนาจกาจกำจัด
“เพื่อราษฎร” ซ่อนเล่ห์เฉโกชัด
ประโยชน์ตัดตอนเข้ากระเป๋าโจร
ถ้ากล้านักมักมาให้บ้าเลือด
เอาแต่เดือดดื้อโดดอย่างโลดโผน
ที่กลัวนักมักผ่อนเข้าอ่อนโอน
จวนตัวโดนโจนจ้วงก็ห่วงตาย
อันปฏิวัติจัดศูนย์สมบูรณ์นั้น
ต้องชนชั้นกรรมาชีพพาผาย
พร้อมชาวนานักศึกษาก้าวหน้ากราย
แกร่งขยายยืนสู้ศัตรูยับ
นี้ปฏิวัติจัดสร้างสังคมใหม่
ไม่มีใครเข้าครองสิทธิ์ผองสรรพ
ปฏิวัติเพื่อมหาชนานับ
เนื่องฉบับปฏิวัติพัฒนาการ.
***

น้ำขวางที่กว้างจะแคบลง

เห็นแม่น้ำที่ขวางหน้า ประหม่าถอย
มัวนั่งคอยน้ำแห้งแล้งได้หรือ
หวังให้ตลิ่งวิ่งนำทางที่ขวางอือ
คิดก็คือบ้าใบ้ไร้ความคิด
ย่นทะเลด้วยเรือเมื่อจะข้าม
ต้องใช้ความมานะเข้าประดิษฐ์
อันอุปสรรคขวากขวางทางชีวิต
ก็ไม่ผิดแม่น้ำขวางทางคน
มีมือไว้ใช้อ้อนวอนความหวัง
ถ้ามีหลังไว้แบกแลกลาภผล
มีสมองไว้พร่ำยอมจำนน
ชีวิตตนคือทาสขาดสำนึก
ประวัติศาสตร์ชาติมนุษย์พิสุทธิ์ด้วย
สองมือช่วยรังสรรค์ป้องกันศึก
พัฒนาโลกมาโอฬารึก
ด้วยความบึกบึนผืนอันยืนยง
แม้เมฆก็จะสลายกระจายฝอย
ภูเขาก็จะย่อยแยกแหลกเป็นผง
แม่น้ำกว้างที่ขวางจะแคบลง
เมื่อประสงค์ต่อสู้ชูสัจธรรม.
***

เพื่อชีวิตที่ดีกว่า

มีวิชาเหมือนอาวุธอันสุดท้าย
ถ้ามุ่งหมายเพียงตนได้พ้นเข็ญ
ต้องใช้เล่ห์เพทุบายดีร้ายเป็น
เครื่องมือเล่นเลือดเนื้อเถือประชา
ไปติดตั้งหวังมัวเอาตัวรอด
วิชายอดยิ่งทรัพย์นับเป็นบ้า
ไปตกถิ่นฐานใดได้แต่ทา-
รุณอย่างสาหัสเหี้ยมล้วนเหลี่ยมโกง
มีวิชาเหมือนอาวุธสุดวิเศษ
ถ้ามุ่งเฉดโชคร้ายให้ตายโหง
ช่วยประชาชนชื่นอยู่ยืนโรง
เครื่องมือโยงยกชื่นรีบหลุดพ้น
อ้า! ประชาข้าทาสปรารถนา
ชีวิตที่ดีกว่ามาแต่ต้น
จึงหยัดร่างง้างแอกที่แบกจน
สังคมคนกินคนป่นทลาย
ใครคลั่งหลงงงเก่าช่างเขาเถิด
ใครอยากเกิดรีบเกิดเถิดสหาย
ใครอยากขึ้นสวรรค์เร่งวันตาย
เราหญิงชายยึดทางสร้างชีวิต.

บทกวีทั้งหมดนั้นคือสิ่งสะท้อนตัวตน ความคิด และการกระทำของ เปลื้อง วรรณศรี ซึ่งผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นที่จะอ่าน พิเคราะห์ หรือตีความ แต่อย่างใด เพราะเนื้อหาชัดเจนอยู่แล้ว ว่าสิ่งที่เขาคิดและทำนั้น ไม่ว่าสะท้อนผ่านข้อเขียนประเภทใด ก็บ่งบอกว่าเขาคิดและทำในฐานะ “นักปฏิวัติสังคม” ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อ “ให้สังคมของเรามีความเสมอภาค มีหลักประกัน มีเอกราช มีประชาธิปไตย ให้ทุกคนอยู่ดีกินดี และให้โลกสงบสุข” ดังที่เขาตั้งปณิธานเอาไว้

เป็นที่น่ายินดีว่า แม้ เปลื้อง วรรณศรี ล้มหายตายจากโลกนี้ตามกฎธรรมชาติไปเป็นเวลานานแล้ว แต่ชื่อเสียง ผลงาน เกียรติคุณ ของเขายังคงอยู่ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา เรียนรู้ สืบต่อ เพื่อประกาศเกียรติและยกย่องนักปฏิวัติสังคมนาม เปลื้อง วรรณศรี ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สังคม

การดำเนินงานที่เป็นรูปธรรมที่สุดก็คือ การจัดประกวดรางวัลวรรณกรรมเปลื้อง วรรณศรี โดย สโมสรวรรณศิลป์สุรินทร์ ซึ่งจัดขึ้นครั้งแรกในปี 2558 เป็นการจัดประกวดบทกวี ต่อมาเมื่อปี 2559 ได้เพิ่มประเภทเรื่องสั้นเข้ามาด้วย

การจัดประกวดรางวรรณกรรมเปลื้อง วรรณศรี  แม้จัดมาเพียง 2 ปีแต่ก็ปรากฏว่าได้รับความสนใจจากสังคมวงกว้าง ดังเห็นได้จากข่าวสารปรากฏตามสื่อต่างๆ ทั้งวิทยุ โทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ และออนไลน์ ได้รับการพูดถึงทั้งในแง่วิพากษ์วิจารณ์ทั้งการชื่นชม แต่สิ่งที่วัดความสำเร็จของรางวัลที่สำคัญก็คือ การที่มีผู้สนับสนุนการจัดกิจกรรมทั่งกำลังกาย กำลังปัญญาและกำลังทรัพย์จนลุล่วงไปด้วยดี และยังมีสิ่งสำคัญที่สุดคือมีนักเขียนและกวีส่งผลงานเข้าประกวดเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนทวีคูณ จากเพียงไม่กี่สิบผลงานในปีแรก เพิ่มจำนวนเป็นนับร้อยผลงานในปีที่สอง และในปีที่สามคือปี 2560 มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้งเรื่องสั้นและบทกวีประเภทละหลายร้อยชิ้นงาน แสดงให้เห็นว่า รางวัลเปลื้อง วรรณศรี เป็นที่ยอมรับของผู้สร้างสรรค์ผลงานเป็นอย่างดี

การประกวดรางวัลเปลื้อง วรรณศรี ทั้งประเภทบทกวีและเรื่องสั้น เปิดกว้างด้านรูปแบบและเนื้อหาให้ผู้สร้างงานแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่ นี่เป็นข้อดีที่สุดของการประกวดรางวัลสร้างสรรค์ เพราะการสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้นั้นต้องไม่มีกรงกรอบมาปิดกั้น หรือมีก็น้อยที่สุด เนื่องจากสังคมเรามีเรื่องราวมากมายให้นำมาสร้างสรรค์เป็นเรื่องเล่าผ่านงานวรรณกรรม การเปิดโอกาสให้ผู้สร้างสรรค์หยิบยกเอาเรื่องราวที่ตนสนใจที่สุดมาเป็นวัตถุดิบในการสร้างงาน ด้วยรูปแบบที่ตนถนัดโดยไม่ถูกจำกัดอยู่ที่รูปแบบใดแบบหนึ่ง ผลงานที่ปรากฏออกมาย่อมมีคุณภาพมากกว่า

สามปีของรางวัลเปลื้อง วรรณศรี จึงเป็นสามปีแห่งการเปิดกว้างทางความคิดให้ผู้สร้างงานอันได้แก่นักเขียนและกวีที่ส่งผลงานเข้าประกวด ได้ทำงานของตนอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้งานที่ดีที่สุดส่งเข้าประกวด ซึ่งไม่ว่างานนั้นจะผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการหรือไม่ ก็ปรากฏชัดถึงคุณภาพในตัวเองอยู่แล้ว

ก้าวย่างต่อไปของรางวัลเปลื้อง วรรณศรี เชื่อแน่ว่าจะเป็นก้าวย่างที่มั่นคงแข็งแรงขึ้น หรือถึงแม้จะยุติบทบาทลงเมื่อใดด้วยเหตุใดก็ตาม รางวัลเปลื้อง วรรณศรี ก็ได้ทำรอยเท้าอันยิ่งใหญ่ของนักปฏิวัติสังคมนาม เปลื้อง วรรณศรี ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งในโลกอย่างเต็มศักดิ์ศรี มีเกียรติ และมี “กวีกับนักเขียน รางวัล เปลื้อง วรรณศรี” อยู่ในวงวรรณกรรมสืบต่อไปอย่างน้อยก็ชั่วชีวิตหนึ่ง

แต่เชื่อแน่ว่า รางวัลวรรณกรรม เปลื้อง วรรณศรี จะเติบโตและมั่นคง คู่กับนาม เปลื้อง วรรณศรี ที่ไม่มีคนลืม.

ตีพิมพ์ใน :  ต้นไม้, หญิงสาวกับชายชราผู้อ่านปรัชญาชีวิตของคาลิล ยิบราน หนังสือรวมเรื่องสั้น-บทกวี รางวัลเปลื้อง วรรณศรี ปี 2560 หน้า 471-480

[หากเห็นว่ามีประโยชน์ เชิญไลค์และแชร์เผยแพร่ต่อๆ ไปโดยเสรี]

One Comment to ผลงานบางเรื่องและรางวัล“เปลื้อง วรรณศรี”

  1. […] เปลื้อง วรรณศรี ตั้งขึ้นตามนามของ เปลื้อง วรรณศรี […]

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *