หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

ความเป็นสากลของวรรณกรรม

สืบเนื่องมาจาก ยงค์ ยโสธร หรือพ่อใหญ่ยงค์ของผม ได้เขียนความเห็นไว้ในสเตตัสของผมวิจารณ์หนังสือ “ภายหลังความพ่ายแพ้” ของท่านเอง โดยเล่าถึงความเห็นของนักอ่านที่ได้อ่านหนังสือ “ภายหลังความพ่ายแพ้” ความตอนหนึ่งว่า

“…ผมได้ยินนักอ่านะนักเขียนที่ได้อ่าน พูดถึงหนังสือผมในแง่มุมที่แตกต่างกันไปหลายประเด็น ทีแรก ผมรู้สึกอยากเปลี่ยนชื่อ จากภายหลังความพ่ายแพ้ เป็น “คืนเมือง”

แต่ถึงตอนนี้ ผมคิดว่าเหมาะสมแล้วที่ตั้งชื่อนั้น คนได้อ่านชอบเรื่องในเล่มต่างกันไป ตามระดับความคิดและประสบการณ์การอ่านของตัวเอง อย่างพูดถึงว่า แร้งหลงฝูง ว่าเป็นสากล แล้วยังถามว่า ผมได้ความคิดจากเรื่อง อีแร้ง ของคาฟก้าหรือไม่ ผมบอกว่า เปล่า ผมอ่านอังกฤษไม่ออก ถึงกับจะอ่านงานของคาฟก้า และไม่รู้จะไปหลอกเลียนมาอย่างไร เขาว่าตอนท้ายที่พูดถึงแร้งคล้ายๆ กัน เรื่องงานศพศิลปิน ก็มีคนชอบทั้งหญิงชาย เรื่อง ศาลเจ้ากับศาลจริง เป็นการตั้งคำถามถึงระบบยุติธรรมในประเทศนี้ และเลยให้คิดไปถึงว่าคนตะวันออก ทำไมมีศาลเจ้าหรือศาลพระภูมิที่หน้าบ้าน เพราะหาความเชื่อถือในกระบวนศาลยุติธรรม จากศาลจริงไม่ได้ใช่หรือไม่ มีคนอ่านถึงและว่าเป็นสากล อีกเรื่องคือ”คนตกม้า” เพิ่งได้ยินนักเขียนรุ่นใหม่บอกว่า ถึงระดับสากล ทั้งหมดนี้ อ่านเป็นการให้กำลังใจแก่ความเงียบเหงาของหนังสือเล่มหนึ่ง ของผมผู้เขียน นวนิยาย “คำอ้าย” ซึ่งตีพิมพ์ครบรอบ 30 ปี ในปีนี้…”

ในความเห็นของ พ่อใหญ่ยงค์ ได้กล่าวถึงคำว่า “สากล” ไว้สามครั้ง ซึ่งเป็นคำพูดของคนอ่าน เมื่อเห็นแล้วผมสะดุดใจขึ้นมาทันที ว่า “สากล” ที่ว่านี้มันเป็นอย่างไร

.
วรรณกรรมมีมากมายเหลือคณานับ แต่มีสักกี่เรื่องที่มีลักษณะความเป็นสากล เป็นวรรณกรรมสากลอย่างแท้จริง


แน่นอนว่า “สากล” ในที่นี้ คือ “ความเป็นสากล” ของวรรณกรรม เพราะนี่เป็นความเห็นเรื่องวรรณกรรม

ถ้อยคำของพ่อใหญ่ยงค์ที่ผมยกมานั้น อ่านแล้ว ก็เข้าใจว่า ผู้อ่านพูดถึงความเป็นสากลของเรื่องสั้นพ่อใหญ่ยงค์ เพราะว่า “คล้ายกับเรื่องสั้นคาฟก้า” จึงถือว่าขึ้นชั้น “สากล”

หากอ่านหรือฟังโดยไม่ต้องคิด ก็จะรู้สึกทันทีว่า ช่างเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจที่เรื่องสั้นของนักเขียนไทย “คล้าย” เรื่องสั้นของนักเขียนระดับโลก ซึ่งก็คือ “ระดับสากล” อย่างคาฟก้า แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกซึ้งก็จะพบว่า หากคิดและเชื่อกันเช่นนี้ ก็เป็นเรื่องที่น่าอับอายมากกว่า เพราะงานนี้เป็นเพียงแต่ “คล้าย” คนอื่นเท่านั้น หาใช่เป็น “ตัวตน” ที่แท้จริงไม่ ดังนั้น เราจะต้องค้นหาความหมายของคำว่า “สากล” กันใหม่ ว่าเป็นอย่างไร

ในเรื่องนี้ ผมมองว่า ความเป็น “สากล” นั้น หากถือเอา “แหล่งกำเนิด” ที่ใดที่หนึ่ง เช่น ชาวฝรั่งดั้งโมชาติตะวันตกคิดอะไรขึ้นมาแล้วเผยแพร่ไปทั่วโลก คนทั่วโลกรู้จัก รับเอาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของตน ก็ถือว่าสิ่งนั้นเป็น “สากล” หรือ ชาวเอเชียดั้งแหมบชาติตะวันออก คิดอะไรสักอย่างขึ้นมาแล้วเผยแพร่ไปทั่วโลกในทำนองเดียวกัน ก็ถือว่าสิ่งนั้นเป็น “สากล” หากเป็นไปในแบบนี้ก็นับว่าเป็นการให้ความหมายที่แคบไป เช่นเดียวกับที่บอกว่า เรื่องสั้นของพ่อใหญ่ยงค์เป็นสากลเพราะคล้ายกับเรื่องสั้นคาฟก้า นั่นก็แสดงว่า วรรณกรรมแบบที่คาฟก้าเขียนขึ้นมานั้นเป็นวรรณกรรมสากล นั่นก็หมายความว่า พ่อใหญ่ยงค์เขียนเหมือนคาฟก้างานนั้นจึงเป็นสากล ถ้าคาฟก้าไม่เขียนงานแบบนั้นแต่พ่อใหญ่ยงค์เขียนคนเดียว พ่อใหญ่ยงค์ก็ไม่เป็นสากล ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง

.
เมื่อน้ำมันหมดโลกเราจะยึดอเมริกา รวมเรื่องสั้นมาเลเซีย หนึ่งในตัวอย่างวรรณกรรมที่มีลักษณะความเป็นสากล


แล้วที่ถูกต้องเป็นเช่นไร ในมุมมองของผม ความเป็น “สากล” ที่ถูกต้องแท้จริงก็คือ เป็นสิ่งที่มนุษยชาติไม่ว่าอยู่มุมไหนของโลก รู้จักกันหรือไม่ก็ตาม ได้ติดต่อสื่อสารกันหรือไม่ก็ตาม ถ้าคิดและเชื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งเหมือนกัน ยึดถือปฏิบัติไปในทำนองเดียวกัน ต่างคนต่างทำเหมือนกัน สิ่งนั้นคือ “ความเป็นสากล” เช่น การฆ่าคนนั้นผิดบาป ไม่ควรฆ่าคนอย่างไร้เหตุผล เหม็นขี้หน้าใครสักคนก็ฆ่ามันเลย หรือ การลักขโมยเป็นเรื่องผิด ใครทำต้องได้รับโทษ เป็นต้น นี่คือ “ความเป็นสากล” ที่แท้จริง

ความเป็น “สากลของวรรณกรรม” ก็เป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ นั่นคือ เรื่องสั้นพ่อใหญ่ยงค์เป็นสากลไม่ใช่เพราะ “คล้าย” เรื่องสั้นคาฟก้า แต่เป็นเพราะพ่อใหญ่ยงค์คิดตรงกับคาฟก้าแล้วเขียนมันออกมาทำนองเดียวกัน สิ่งที่พ่อใหญ่ยงค์กับคาฟก้าคิดและเขียนออกมานั่นแหละคือสิ่งที่เป็นสากล ทั้งสองอยู่ห่างกันคนละซีกโลก เกิดคนละยุคสมัย ไม่เคยรับรู้เรื่องราวกันและกัน แต่คิดและเขียนในสิ่งเดียวกัน ซึ่งในความเป็นจริงอาจมีนักเขียนอีกมากมายในโลกนี้ ที่คิดและเขียนเหมือนกับพ่อใหญ่ยงค์และคาฟก้า แต่เราไม่รู้ ดังนั้น ความคิดของพวกเขาและงานเขียนของพวกเขาก็เป็นสากลด้วยตัวของตัวเอง หาใช่เพราะใครคิดและเขียนคล้ายใครไม่

องค์ประกอบอีกอย่างหนึ่งของความเป็นสากลในงานวรรณกรรมก็คือ เมื่ออ่านแล้วไม่รู้สึกว่ากำลังอ่านเรื่องที่เขียนโดยนักเขียนชาติใด เพราะวรรณกรรมที่มีความเป็นสากลนั้นก้าวพ้นความเป็นชนชาติ ภาษา วัฒนธรรม หมายความว่า ขณะที่เราอ่านนั้น เราอ่านเรื่องราวของ “มนุษยชาติ” ไม่ใช่เรื่องราวของ “ชนชาติ” นั่นเอง

ลองนึกดูเถิดว่า เมื่อเราอ่านวรรณกรรม “ระดับสากล” นั้น เรานึกถึงไหมว่าผู้เขียนเป็นคนชาติใด เรื่องที่กำลังอ่านเป็นเรื่องของคนชาติใด ถ้าเราไม่นึก นั่นแหละคือเรากำลังอ่านวรรณกรรมที่มีความเป็นสากลเต็มเปี่ยม นั่นคือ ขณะเราอ่าน “หนึ่งร้อยปีแห่งความโดเดี่ยว” เราจะไม่รู้สึกเลยว่า กำลังอ่านนวนิยายที่เขียนโดยนักเขียนโคลัมเบียซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับประเทศโคลัมเบีย เราอ่าน “ผลพวงแห่งความคับแค้น” ซึ่งเป็นเรื่องที่กล่าวถึงแรงงานชาวแคลิฟอเนียร์ ประเทศอเมริกา เขียนโดยนักเขียนอเมริกัน แต่เราไม่รู้สึกว่า เรากำลังอ่านเรื่องคนอเมริกัน เขียนโดยนักเขียนอเมริกัน เช่นเดียวกับเราอ่านเรื่อง “โอลิเวอร์ ทวิสต์” เราก็ไม่ได้นึกถึงคนอังกฤษและนักเขียนอังกฤษ เราอ่าน “คนขี่เสือ” เราก็ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังอ่าน “อินเดีย” เราอ่าน “ความฝันในหอแดง” กับ “Little Women” เราก็ไม่ได้นึกถึงสาวจีนหรือสาวอเมริกัน เราอ่าน “เงาสีขาว” เราไม่รู้สึกว่ากำลังอ่านแดนอรัญ แสงทอง เล่าเรื่องตัวเอง แต่เราอ่านเรื่องทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ในฐานะที่มันเป็นเรื่องของ “มนุษยชาติ” ซึ่งอยู่เหนือความเป็นความเป็นชนชาติ ภาษา วัฒนธรรม เพราะมันเป็น “สากล” นั่นเอง

เมื่อหลายปีก่อน ผมได้อ่านรวมเรื่องสั้น “เมื่อน้ำมันหมดโลกเราจะยึดอเมริกา” ของ เอส.เอ็ม.ซากีร์ นักเขียนซีไรต์ ปี 2554 ชาวมาเลเซีย แปลโดย อับดุล ราซัค ผมเคยให้ความเห็นไว้ที่ใดสักแห่งว่า เรื่องสั้นชุดนี้ผู้เขียนทำเรื่องท้องถิ่นให้เป็นสากล นั่นคือ เขาเขียนเรื่องเกี่ยวกับความคิดและชีวิตของคนมาเลเซีย วัฒนธรรมมาเลย์ ออกมาได้อย่างดีเยี่ยมจนขณะที่อ่านนั้นไม่ได้รู้สึกเลยว่าอ่านเรื่องเกี่ยวกับมาเลเซีย แม้ชื่อตัวละคร สถานที่ อะไรต่างๆ ที่เป็นองค์ประกอบของเรื่องราวจะเป็นชื่อมาเลย์หรือไม่ก็อาหรับก็ตาม หมายความว่าอย่างไร ก็หมายความว่า “วรรณกรรมสากล” ทั้งหลายทั้งปวงแท้จริงแล้วก็คือ “วรรณกรรมท้องถิ่น” คือเรื่องราวที่เกิดในท้องถิ่นที่ผู้เขียนรู้จักหรือใช้เป็นฉากหลังของเรื่อง แต่ผู้เขียนได้แต่งปั้นหล่อหลอมลักษณะร่วมของมนุษยชาติไว้ในเรื่องที่ตนเขียน ทำให้ไม่ว่าใครที่ไหนในโลกนี้อ่านแล้วเข้าใจ เข้าถึง และได้ประโยชน์ใกล้เคียงหรือตรงกันนั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *