หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

สงสัยเรื่อยเปื่อยเรื่องศรีปราชญ์

นักประวัติศาสตร์ยกย่องให้ยุคสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นยุครุ่งเรืองอีกยุคหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา ด้วยว่าว่างจากศึกพม่ารามัญทั้งเขมรมาแต่ครั้งรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ บ้านเมืองสงบสุข มีการค้าขายกับต่างชาติ พัฒนาเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง เมื่อทุกอย่างดีศิลปะวรรณกรรมก็ดีด้วย นักวรรณคดีก็ยกย่องให้ยุคนี้เป็นยุคทองของวรรณคดีเช่นกัน มีนักคิดนักเขียนกวีผลิตงานออกมามากมาย หนึ่งในนั้นก็คือศรีปราชญ์

ตามที่รู้ๆ กันมา (จริงหรือเท็จแค่ไหนต้องถามนักประวัติศาสตร์) ศรีปราชญ์เป็นคนเจ้าพอตัว พอๆ กับกวีรุ่นหลัง คือเจ้าฟ้ากุ้ง (เจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร กรมขุนเสนาพิทักษ์ เป็นถึงมหาอุปราช ที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล หรือวังหน้า ในรัชสมัยพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งเป็นพระราชบิดา) ทั้งสองคนตายเพราะความเจ้าชู้ (เอ๊ะ หรือว่าเป็นวิสัยของกวีที่ต้องเจ้าชู้เป็นธรรมชาติ)

ความรักที่มีมากมาย (ความเจ้าชู้นั่นแหละ) ทำให้กวีทั้งสองสร้างสรรค์ผลงานอันเอกอุไว้มาก ว่าเฉพาะศรีปราชญ์ที่ผมตั้งเป็นหัวเรื่องนั้น มีโคลง (สมัยศรีปราชญ์นิยมโคลง?) จีบหญิงอันแสนไพเราะมากมาย บทที่ผมได้รู้มาตั้งแต่เด็กเพราะอยู่ในแบบเรียนก็คือ โคลงกระทู้ทะลุ่มปุ่มปู ที่ว่า

ทะ เลแม่ว่าห้วย            เรียมฟัง
ลุ่ม ว่าดอนเรียมหวัง      ว่าด้วย
ปุ่ม เปลือกว่าปะการัง    เรียมร่วม คำแม่
ปู ว่าหอย แม้กล้วย      ว่ากล้าย เรียมตาม

นี่เป็นโคลงที่เอาใจหญิงสุดๆ คือยอมน้องทุกอย่าง น้องว่าอย่างไรพี่ก็ว่าอย่างนั้นไม่เถียงสักคำ ถึงน้องจะพูดจาเหลวไหลเพียงใดก็ตาม เหตุที่พี่ยอมเช่นนี้ก็เพราะความรักที่มีต่อน้องนั่นเอง สรุปเนื้อหาทั้งหมดของโคลงบทนี้ก็คือ “น้องชี้ไม้นกชี้นกเป็นไม้” นั่นเอง

……..
ศรีปราชญ์ ผู้เป็นตำนาน แม้ตำนานก็ยังถูกสงสัยว่าเป็นตำนาน คือไม่มีจริง แต่ถึงอย่างไร บทกวีที่เชื่อว่าเป็นผลงานของศรีปราชญ์ก็เป็นงานขั้นเลิศ

โคลงของท่านศรีปราชญ์ไพเราะเสียขนาดนี้แล้วผมสงสัยอะไร คำตอบก็คือ ศรีปราชญ์รวมถึงกวีสมัยนั้น เขียนโคลงจีบหญิงให้ใครอ่านกันหนอ อ้าว ก็ต้องให้หญิงอ่านสิ แต่ผมสงสัยว่า ผู้หญิงสมัยนั้นไม่ได้เรียนหนังสือนี่นะ หมายความว่า อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แม้ผู้ชายก็เถอะ ส่วนมากก็คงพวกผู้ดีที่เป็นชนชั้นสูง รวมถึงชนชั้นนำในสังคม จึงจะอ่านหนังสือออก ใช่ไหม

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็สงสัยต่อไปว่า สงสัยจะเขียนปันกันอ่านในหมู่ชายชาติอาชาไนยด้วยกัน เพื่อเอาไว้เป็นแนวจีบหญิง และชื่นชมยกย่องกันในหมู่ปัญญาชนด้วยกันคือผู้อ่านหนังสือออกนั่นเอง

ผมยังสงสัยไปเรื่อยเปื่อยว่า โคลงทั้งหลายที่ศรีปราชญ์ซึ่งว่ากันว่าเป็นปฏิภาณกวีขั้นเทพ ที่เที่ยวไปพูดโคลงกับใครต่อใคร เช่น พูดว่าพระสนมคือท้าวศรีจุฬาลักษณ์จนเป็นเหตุให้ถูกเนรเทศไปนครศรีธรรมราช (หลุดโทษตัดหัวเพราะพ่อขอพระราชทานอภัยไว้ล่วงหน้าก่อนศรีปราชญ์เข้ารับราชการ) ว่า หะหายกระต่ายเต้น ชมแข….อย่าว่าเราเจ้าข้า อยู่พื้นดินเดียว (ท้าวศรีจุฬาลักษณ์ว่าศรีปราชญ์เป็นโคลงก่อนว่า หะหายกระต่ายเต้น ชมจันทร์ มันบ่เจียมตัวมัน ต่ำต้อยฯ) โคลงตอบโต้กับกับนายประตูเรื่องแหวนที่ได้รับพระราชทาน รวมถึงโคลงที่ “เขียนไว้กับพื้นธรณี” ก่อนถูกตัดหัวที่นครศรีธรรมราช (เรื่องผู้หญิงอีกนั่นแหละ) ว่า ธรณีนี่นี้ เป็นพยาน เราก็ศิษย์อาจารย์ หนึ่งบ้างฯ เป็นต้น

โคลงเหล่านี้ตามประวัติก็บอกชัดๆ ว่าเป็นโคลงที่พูดตอบโต้กัน ตามปกติการพูดตอบโต้กันพูดแล้วก็พูดเลย จบก็จบกันไป แต่ผมสงสัยว่า ทำไมโคลงที่พูดกันจึงได้รับการบันทึกเสียชัดเจนทุกถ้อยคำแบบนี้ ใครเป็นผู้บันทึก คิดๆ ดู เช่น โคลงที่ตอบโต้กับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ในงานลอยกระทง เรียกว่าเป็นการ “ด่า” กันก็ได้ ใครหนอใครช่างจดบันทึกคำด่าไว้แบบไม่ตกหล่นขนาดนั้น คงมีความสามารถมาก (ด่ากันเป็นโคลงเสียด้วย อ่านแล้วท้าวศรีจุฬาลักษณ์ก็มี “ฝีปากโคลง” ไม่ด้อยกว่าศรีปราชญ์เลย) ส่วนโคลงธรณีนี่นี้ เป็นพยานฯ ที่บอกว่า “เขียนไว้ที่พื้นธรณี” นั้นผมก็สงสัยเป็นอันมากว่าทำไมต้องเขียนที่พื้นธรณี คนระดับศรีปราชญ์จะเขียนโคลงก่อนตายสักบทก็น่าจะขอกระดาษกับปากกาขนนกจุ่มหมึกเขียนโคลงได้ (สันนิษฐานว่าคงมีใช้แล้วเพราะสมัยนั้นฝรั่งก็มีมากมายคงเอามาขายในสยามแล้ว) เมื่อเขียนไว้บนพื้นธรณีแล้วใครเป็นคนจดไว้ ก็น่าคิด

……..
พระยาปริยัติธรรมธาดา (แพ ตาละลักษมณ์) ผู้เขียนตำนานศรีปราชญ์ ตีพิมพ์ในสมัยรัชกาลที่ 6

สมัยนั้นยังไม่มีเครื่องเทป กล้องถ่ายรูป สมาร์ทโฟนให้บันทึกภาพและเสียงเลยนี่นะ

ผมสงสัยของผมไปเรื่อยเปื่อยแหละครับ ออกจะไร้สาระอยู่ ผมไม่รู้ว่าก่อนนี้มีคนสงสัยแบบที่ผมสงสัยหรือไม่ และมีคนอธิบายหรือให้คำตอบไว้หรือยัง อาจมีแล้วแต่ผมยังไม่ได้อ่านก็ได้ เอาเป็นว่า ผมสงสัยก็แล้วกัน

แต่ผมไม่ได้สงสัยไปถึงขนาดที่ว่า ศรีปราชญ์แต่ง (พูด) โคลงเหล่านี้จริงหรือไม่และศรีปราชญ์มีตัวตนจริงหรือไม่นะครับ ผมไม่อาจหาญสงสัยถึงขนาดนั้น แม้จะมีผู้รู้ตั้งข้อสังเกตว่า ศรีปราชญ์ระดับตำนานที่เรารู้ๆ กันนี้ ไม่น่าจะมีตัวตนจริง เพราะจู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นมาในสมัยต้นรัตนโกสินทร์นี่เอง (คล้ายๆ ตำนานนางนพมาศ) ผลงานของศรีปราชญ์ที่เราอ่านๆ กันนี้ก็อาจเป็นผลงานของ พระยาปริยัติธรรมธาดา ผู้เขียน (แต่ง) ตำนานศรีปราชญ์ ซึ่งผู้รู้ท่านสงสัยก็เป็นเรื่องทางวิชาการที่ท่านจะต้องค้นคว้าหาข้อเท็จจริงกันต่อไป

เราผู้รู้น้อยค่อยตามอ่านเอาความรู้

4 Comments to สงสัยเรื่อยเปื่อยเรื่องศรีปราชญ์

  1. นิกุล พูดว่า:

    อาจมีคนดูนั่นแหละบันทึกไว้
    เวลามีการประหารคนย่อมมามุงดูกันมาก คนที่มีกระดาษดินสอก็คงจดไว้ละมัง
    เป็นแบบนักข่าวพลเมืองในยุคสมัยนี้
    ที่ว่ามาอย่างนี้เพราะจำได้ว่าคุณพ่อและญาติๆ คนเฒ่าคนแก่เคยเล่าเรื่องไปดูการประหารนักโทษที่วัดบางยี่เรือหรือวัดอินทารามวัดไหนจำไม่ได้ชัด แต่ที่ชัดคือเขาเล่าว่าคนไปมุงดูกันแน่น พอตอนลงมือประหารนั้นคนที่ปีนดูถึงกับตกต้นไม้เลยทีเดียว ก็คนมุงดูมากมายนี่ละบันทึกไว้ อาจด้วยการจำ คนไทยหูไว หัวไว จำแม่น คนชอบเรื่องโคลงกลอน เพลงเรือ เพลงไทย ก็ย่อมจำได้ ฟังแล้วก็เล่าสู่กันฟังตามสภากาแฟ ก็เลยยิ่งแม่นยำ … น่าจะอย่างนี้ละมัง

    ตอนนี้มีละคร “บุพเพสันนิวาส” สร้างจากนิยายขายดี นางเอกเป็นนักโบราณคดีที่ย้อนยุคไปยุคขุนหลวงนารายณ์ ก่อนเจ้าพระยาโกษาเหล็กถูกโทษโบย … ลองดูแล้ววิจารณ์การตีความของนักเขียนดูสิคะ เห็นว่านางเอกเจอศรีปราชญ์ด้วย แถมสนิทสนมกับท้าวทองกีบมาด้วยนะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *