หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

แตนต่อคลอร่อนในราตรี : หรือท่านสุนทรภู่ครูกวีเขียนผิด

ท่านสุนทรภู่ครูกวี มีงานเขียนที่ไม่ใช่กลอนอยู่สองเรื่อง คือ นิราศสุพรรณ เขียนเป็นโคลงสี่สุภาพ กับ พระไชยสุริยา เขียนเป็นกาพย์ โดยมีกาพย์หลายชนิดรวมกัน เรียกว่า รวมมิตรกาพย์ก็ได้ ในเรื่องพระไชยสุริยา มีอยู่ตอนหนึ่งท่านบรรยายเขียนถึงต่อแตนออกมาตอมดอกไม้ตอนกลางคืนจึงสงสัยว่า ต่อแตนที่ตอมดอกไม้ตอนกลางคืนมีจริงหรือไม่ หรือว่าท่านมโนไปเองตามประสากวีที่จินตนาการล้ำเลิศ โดยท่านเขียนไว้ว่า

พระชวนนวลนอน
เข็ญใจไม้ขอน
เหมือนหมอนแม่นา
ภูธรสอนมนต์
ให้บ่นภาวนา
เย็นค่ำร่ำว่า
กันป่าภัยพาล
วันนั้นจันทร
มีดารากร
เป็นบริวาร
เห็นสิ้นดินฟ้า
ในป่าท่าธาร
มาลีคลี่บาน
ใบก้านอรชร
เย็นฉ่ำน้ำฟ้า
ชื่นชะผกา
วายุพาขจร
สารพันจันทน์อิน
รื่นกลิ่นเกสร
แตนต่อคลอร่อน
ว้าว่อนเวียนระวัน

บทกวีนี้เป็นกาพย์สุรางคนางค์ ๒๘ คือบทหนึ่งมี ๒๘ คำ แบ่งเป็น ๗ วรรค วรรคละ ๔ คำ เป็นคำประพันธ์ที่มีท่วงทำนองเชื่องช้า เยือกเย็น เหมาะสำหรับใช้บรรยายความรู้สึกอ้างว้างวังเวงเหว่ว้าอาดูร ซึ่งบทนี้อยู่ในเรื่อง กาพย์พระไชยสุริยา ตอนพระไชยสุริยากับพระมเหสีคือพระนางสุมาลีเดินดงหลงป่านอนกับดินกินกับหญ้าอย่างน่าสงสารหลังจากเรือแตกแล้วคนอื่นตายหมดรอดขึ้นฝั่งได้เพียงสองคน ท่านสุนทรภู่ใช้กาพย์สุรางคนางค์ในเหตุการณ์นี้จึงเหมาะยิ่งนัก

……….
ท่านสุนทรภูครูกวี ผู้ประพันธ์ กาพย์พระไชยสุริยา
……….

ก่อนจะว่าถึงข้อสงสัยเรื่อต่อแตนตอมดอกไม้ตอนกลางคืน ขอย้อนเรื่องไปยังสาเหตุที่พระไชยสุริยาตกทุกข์ได้ยากต้องพาเมียมาเดินดงเดินป่า เรื่องก็คือ พระไชยสุริยาเป็นกษัตริย์ครองเมืองสาวัตถี มีความเจริญเป็นอันมาก อยู่อย่างสงบสุขมาช้านาน เศรษฐกิจรุ่งเรืองดี GDP คงจะเกินสิบเปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี นานเข้าทั้งเจ้าทั้งนายไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ต่างเสพสุขจนเพลิดเพลิน ลืมความดีงามไปเสียสิ้น (พวกรวยๆ นี่นิสัยดีๆ ยังมีไหม) พวกบุญหนักศักดิ์ใหญ่วันๆ ก็ “ค่ำเช้าเฝ้าสีซอ เข้าแต่หอล่อกามา” มีการคอรัปชั่น กินสินบาทคาดสินบน แบบ “ ขี้ฉ้อก็ได้ดี ไล่ด่าตีมีอาญา ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา ผู้เฒ่าเหล่าเมธา ว่าบ้าใบ้สาระยำ ภิกษุสมณะ เหล่าก็ละพระสธรรม คาถาว่าลำนำ ไปเร่ร่ำทำเฉโก…” ท่านสุนทรภู่กล่าวไว้เช่นนี้ อ่านแล้วรู้สึกคุ้นๆ ไหมแบบนี้ เหมือนที่ไหน?

เมื่อเป็นไปดังนี้ ในที่สุดเทวดาคงหมั่นไส้จึงทำให้น้ำท่วมเมืองจมมิด น่าจะเป็นอภิมหาสึนามิ ผู้คนจมน้ำตาย ที่รอดก็แตกหนีไปหมด พระไชยสุริยาพาพระมเหสีพร้อมเสนาอำมาตย์ขึ้นเรือหนี เรือลอยลำไปกลางห้วงน้ำใหญ่แล้วเจอพายุซ้ำจนเรือจม คนบนเรือก็ตายเกือบหมดเหลือแต่พระไชยสุริยากับพระนางสุมาลีลอยคอมาขึ้นฝั่ง จากนั้นก็ระหกระเหินไปกลางป่าสองพระองค์ ซึ่งในขณะเดินดงนี่แหละที่ท่านสุนทรภู่บรรยายฉากคืนเดือนหงายตอนดังที่ยกมาข้างบน มีสองวรรคว่า “แตนต่อคลอร่อน ว้าว่อนเวียนระวัน” ซึ่งชวนสงสัยว่า ในยามค่ำคืนนั้นมี “แตนต่อคลอร่อน” จริงหรือไม่

ธรรมดาคนเราทั่วไปที่ไม่ใช่นักแมงศึกษากีฏวิทยา เห็นแล้วก็คงสงสัย เพราะปกติก็เห็นแต่หมู่ต่อแตนผึ้งและแมลงทั้งหลายหากินตอนกลางวัน รู้และเห็นมาเช่นนั้น เมื่อมาเจอใครสักคนบอกว่าว่าพวกต่อแตนบินตอมดอกไม้ในตอนกลางคืนเดือนหงายย่อมสงสัยว่าโม้หรือเปล่า คิดไปเองหรือไม่ ต้องหาคำตอบให้แน่ชัด

……….
กาพย์เรื่อง พระไชยสุริยา หนึ่งในสองผลงานของท่านสุนทรภู่ที่ไม่ใช่คำกลอน
……….

คำตอบมีอยู่ที่ไหนล่ะ ไม่ใช่ที่หมู่บ้าน แต่อยู่ในกูเกิ้ล ซึ่งมีข้อมูลมากมายหลายหลาก เลือกอ่านที่เป็นของนักวิชาการแมลงศึกษากีฏวิทยาได้ความว่า แมลงมีทั้งชนิดที่หากินกลางวันและหากินกลางคืน เช่น พวกผีเสื้อกลางคืน ต่อบางชนิด คือต่อหัวเสือ หรือลาวภาคอีสานของไทยเรียกต่อนอนเว็น (ต่อนอนกลางวัน) ต่อชนิดนี้ออกหากินตอนกลางคืน เป็นสัตว์กินเนื้อ แต่ก็กินน้ำหวานจากเกสรดอกไม้เหมือนกันเพื่อช่วยในกระบวนการเผาผลาญอาหาร

ข้อสงสัยเป็นอันสรุปว่า ท่านสุนทรภู่ไม่ได้จินตนาการ แต่ท่านเขียนตามความจริง ถึงแม้ท่านเขียนว่า “ต่อแตน” ซึ่งประกอบด้วยแมลง ๒ ชนิดคือ ต่อ กับ แตน แม้ไม่ปรากฏว่ามีแตนออกหากินตอนกลางคืน แต่ก็มีต่อออกหากินตอนกลางคืน แสดงว่าท่านรู้จริง ไม่ได้จินตนาการ ซึ่งก็น่าทึ่งเป็นอันมาก ท่านเขียนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่สาม ซึ่งตอนนั้นวิชาว่าด้วยแมลงศึกษาหรือ กีฏวิทยาน่าจะยังไม่มีในสยาม แสดงว่าภูมิปัญญาบรรพบุราเรานั้นไม่ใช่เล่นๆ

เมื่อคำตอบเรื่องต่อแตนหากินกลางคืนกระจ่างแล้ว แต่ผมก็ยังไม่สิ้นสงสัยเรื่องถ้อยคำ คือ “ต่อแตน” ความสงสัยก็คือ ท่านสุนทรภู่ใช้คำนี้ ท่านหมายถึง “ต่อแตน” ตามตัวเลย หรือว่าใช้เป็นคำเรียกแทนแมลงทั้งหลาย เหมือนอีกสองคำที่เห็นในกวีนิพนธ์บ่อยๆ คือ “ภู่ผึ้ง” ซึ่งประกอบไปด้วยแมลงสองชนิด คือ แมลงภู่ กับ ผึ้ง ซึ่งคำว่าภู่ผึ้งในกวีนิพนธ์หรือร้อยแก้วอื่นๆ ก็ไม่ได้หมายตามตัวอักษรเสมอไป หากใช้เป็นคำเรียกแทนแมลงทั้งหลายที่ตอมดอกไม้ อีกคำหนึ่งคือ “ภมร” ซึ่งพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่า “แมลงภู่,แมลงผึ้ง” และเมื่อกล่าวถึง “ต่อแตน” หรือ “ภู่ผึ้ง” หรือ “ภมร” ตอมดอกไม้ก็เป็นคำพูดเชิงสัญลักษณ์ ซึ่ง “ต่อแตน” “ภู่ผึ้ง” “ภมร” คือผู้ชาย “ดอกไม้ คือผู้หญิง เช่น “ภมรหลายหมู่แย่งดมกลิ่นหอม เสียจนช่อตรมตรอม” (เพลง ลั่นทม แต่งโดย ชาย เมืองสิงห์ ขับร้องโดย โฆษิต นพคุณ) เป็นต้น ดังนั้น ที่ท่านสุนทรภู่เขียนว่า “แตนต่อคลอร่อน” ท่านอาจหมายถึงแมลงกลางคืนทั้งหมดที่ออกมาตอมดอกไม้ในคืนเดือนหงายที่พระไชยสุริยาพาพระนางสุมาลีค้างคืนในป่าก็เป็นได้

……….
ฉากในป่ายามค่ำคืนในหนังสือกาพย์พระไชยสุริยา ที่มาของวรรค “แตนต่อคลอร่อน ว้าว่อนเวียนระวัน” ในยามค่ำคืนอันน่าสงสัยว่าจะจริงหรือไม่
……….

ขอเพิ่มเติมเรื่องราวต่อจากเหตุการณ์ “แตนต่อคลอร่อน” หลังจากนั้นแล้ว พระไชยสุริยากับพระนางสุมาลีได้พบดาบสหรือฤๅษีซึ่งได้สอนธรรม ชี้ให้เห็นบาปบุญคุณโทษต่างๆ นานา จนทั้งสองพระองค์ซาบซึ้งถึงธรรมบวชเป็นฤๅษีบำเพ็ญเพียรอย่างมีความสุข เป็นอันจบเรื่องพระไชยสุริยา ต่อจากนั้นก็เป็นข้อคิด คำสอนของท่านสุนทรภู่ที่ท่านมุ่งสอนลูกหลานที่ได้อ่านงานของท่าน

กาพย์พระไชยสุริยา ท่านสุนทรภู่เขียนขึ้นเพื่อเป็นแบบฝึกหัดการเรียนเขียนอ่านแก่กุลบุตรกุลธิดาสมัยนั้น สิ่งที่ท่านเขียนจึงประกอบด้วยแนวคิดคือ คำสอนเรื่องศีลธรรม บาปบุญคุณโทษ ต่างๆ นานา กับข้อเท็จจริง คือ ข้อมูลเรื่องธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง รวมถึง “แตนต่อคลอร่อน ว้าว่อนเวียนระวัน” ในตอนกลางคืนนี้ด้วย เป็นการให้ความคิดและความรู้แก่กุลบุตรกุลธิดาในคราวเดียวกันนั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *