หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

ผู้เชี่ยวชาญการควาย ในโคลงนิราศวัดรวก

เมื่อเอ่ยถึงโคลงนิราศวัดรวก ของ หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) นักศึกษาวรรคดีไทยย่อมรู้จักดี เพราะเป็นหมุดหมายอันหนึ่งในประวัติวรรณกรรมไทย โดย แต่งเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ เป็นโคลงสี่สุภาพจำนวน ๒๕๒ บท เล่าเรื่องการเดินทางไปพระพุทธบาท สระบุรี โดยเริ่มเดินเรื่องที่วัดรวก อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อยที่นิราศเรื่องนี้เริ่มต้นที่กลางทาง คือวัดรวกในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่ใช่ต้นทางคือกรุงเทพฯ ท่านว่าการเดินทางไปพระพุทธบาทสมัยนั้น ถ้าออกจากกรุงเทพฯ ต้องนั่งเรือไปขึ้นที่ท่าวัดรวก แล้วเดินทางโดยเกวียนไปตาม “ถนนฝรั่งส่องกล้อง” อันเป็นถนนที่พระเจ้าทรงธรรมทรงจ้างฝรั่งสร้างจากกรุงศรีอยุธยาไปยังพระพุทธบาทสระบุรี การเริ่มเรื่องนิราศที่กลางทางเช่นนี้ผิดจากขนบการแต่งนิราศโดยทั่วไป

มีโคลงหลายบทเกี่ยวกับการใช้เกวียนเทียมควาย ซึ่งเป็นพาหนะที่ใช่ในการเดินทางของผู้คนในยุคสมัยนั้น ท่านบรรยายถึงการบรรทุกสิ่งของบนเกวียน การเดินทางอันยากลำบาก ที่สำคัญ บรรยายถึงความสามารถของคนขับเกวียน ที่มีความชำนาญในการบังคับควายให้ทำตามที่ต้องการได้ ถึงขนาดใช้คำว่า “ฉลาดใช้ชาญกระบือ” เลยทีเดียว ขอยกโคลงบางบทที่กล่าวถึงเกวียนมาให้อ่านกัน ดังนี้
.
(๒๒)โอจวนสุริเยศเยื้อง ยาตรบด บ่ายแฮ
แสงอ่อนรังสีสลด เลื่อนฟ้า
ทรวงเรียมยิ่งรันทด ทุกข์ทอด ใจฮือ
ฉวยพัตราปิดหน้า ซับนํ้าเนตรพลาง ฯ
.
(๒๓)จำใจจำเร่งให้             นายเกวียน เร็วแฮ
เทียมกระบือชำเนียน           แนบขู้
ของบรรทุกเรือนเกวียน        ดูเพียบ พูนแฮ
แต่ละนายล้วนผู้                   ฉลาดใช้ชาญกระบือ ฯ
.
(๒๔) นายเกวียนครั้นเสร็จแล้ว   เตือนเรียม เร็วฮา
สดับศัพท์ฤดีเกรียม                   เทวษไห้
ป่วนปวดมโนเทียม                    วรรณโรค เจียวแม่
พลางจากนาเวศไคล้                 คลาดถ้าถิ่นสินธุ์ ฯ
.
(๒๕) ลุเกวียนเรียมเร่งให้           เกวียนลี ลาศเฮย
ยลยุคกระบือพี                          ผ่องผู้
อวบอ้วนพลังมี                          มากยิ่ง
นายขับชำนาญรู้                     รหัสใช้เชิงเกวียน ฯ
.
(๒๖) เกวียนเอยเกวียนหนักด้วย  ของบรร ทุกแฮ
เกวียนก็มีกงหัน                         หกกลิ้ง
ทรวงพี่หนักโศกศัลย์                  สุดหนัก ยิ่งนอ
ยากจะผ่อนทุกข์ทิ้ง                     ทอดไว้ไหนดี ฯ
.
(๓๖) ยลเกวียนเกวียนไกว่ล้อ       แลหมุน กงเฮย
กลิ้งตลบหลุนหลุน                      ฟัดเฟ้น
สงสารกระบือซุน                        ศอหนัก แอกโอย
ทรวงพี่หนักโศกเน้น                    แน่นซ้อนสุดขยาย ฯ

ก่อนจะคุยเรื่องโคลงที่ยกมา ก็ขอทำความเข้าใจเรื่องถ้อยคำบางคำ ได้แก่ คำว่า “ขู้” ในโคลงบทที่ ๒๓ (แนบขู้) คำจริงคือ “คู่” ในที่นี้ท่านต้องการรูปวรรณยุกต์โท จึงใช้คำโทโทษเป็น “ขู้” อีกคำหนึ่งในโคลงบทที่ ๒๔ คำว่า “ถ้า” (คลาดถ้าถิ่นสินธุ์) ท่านต้องการรูปวรรณยุกต์โทเช่นกัน จึงใช้คำโทโทษ คำจริงคือ “ท่า” นั่นเอง

ทีนี้มาว่าถึงเรื่องโคลงที่ยกมา ซึ่งมีข้อที่สังเกตบางประการ คือ

……….
หลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก) ผู้แต่งนิราศวัดรวก หนึ่งในหมุดหมายวรรณกรรมไทยสมัยรัตนโกสินทร์ บันทึกการเดินทางจากวัดรวก พระนครศรีอยุธยาไปพระพุทธบาทสระบุรี
……….

๑. โคลงบอกว่าสัตว์ที่ใช้เทียมเกวียนคือกระบือ หรือควาย ไม่ใช่โคหรือวัว ซึ่งต่างจากแถวบ้านโคกก่อง ต.โคกก่อง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เมื่อสมัยผม (โกศล)เป็นเด็กที่นิยมใช้วัวเทียมเกวียน ส่วนควายนั้นใช้ลากไถทำนา เป็นการแบ่งหน้าที่กันทำโดยชัดเจน มีน้อยมากที่ใช้ควายเทียมเกวียนและใช้วัวลากไถ ดังนั้นเมื่อมาเจอโคลงในนิราศวัดรวกที่บอกว่าใช้กระบือเทียมเกวียนจึงทำให้เกิดความสงสัยว่า ในพื้นที่ภาคกลางสมัยที่ยังใช้เกวียนอยู่นั้น นิยมใช้ควายลากเกวียนใช่หรือไม่ (ข้อสงสัยนี้ยังไม่ได้ค้นคว้าหาคำตอบ)

๒. ท่านบรรยายพนักงานขับเกวียนอย่างเห็นภาพชัดเจนในโคลงบทที่ ๒๕ ว่า “นายขับชำนาญรู้ รหัสใช้เชิงเกวียน” ทำให้ผมนึกถึงคนขับเกวียนสมัยที่ผมเป็นเด็ก ซึ่งส่วนมากแล้วคือเจ้าของเกวียน พวกเขาจะปฏิบัติต่อวัวเทียมเกวียนอย่างดียิ่ง ใช้จังหวะผ่อนหนักผ่อนเบาเพื่อไม่ให้วัวใช้แรงเกินกำลัง เมื่อถึงช่วงขนข้าวจากนาขึ้นไปใส่ยุ้งที่บ้าน ผมชอบนั่งเกวียนไปด้วย คนขับเกวียนก็จะสอนให้รู้ว่า บังคับเกวียนอย่างไรจึงจะทำให้วัวเบาแรง วัวจะได้เหนื่อยน้อยลง เมื่อหยุดพักพวกเขาก็ดูแลวัวอย่างดี พาไปกินหญ้า อาบน้ำให้ พูดคุยกับวัวราวเป็นคนเหมือนกัน ในโคลงยังบอกว่ากระบือนั้น “อวบอ้วนพลังมี มากยิ่ง” ก็แสดงว่าพวกเขาดูแลควายอย่างดีจนอ้วนพีมีแรงมาก แสดงว่าคนเลี้ยงวัวเลี้ยงควายไว้ใช้งานไม่ว่าสมัยไหนที่พื้นถิ่นใดก็ดุแลสัตว์เลี้ยงของตนเป็นอย่างดีเช่นกัน

๓. อารมณ์และความเปรียบที่ปรากฏในโคลง อ่านแล้วทำให้ยิ้มเพราะขำได้ อาจเป็นเพราะอารมณ์ของผมกับของท่านผู้แต่งแตกต่างกัน เช่น อารมณ์โศกของท่านที่พรรณนาในโคลงบทที่ ๒๒ ว่า “ทรวงเรียมยิ่งรันทด ทุกข์ทอด ใจฮือ ฉวยพัตราปิดหน้า ซับนํ้าเนตรพลาง” อาการที่ฉวยผ้าเซ็ดน้ำตา ดูอย่างไรก็ไม่เข้ากับผู้ชายแบบท่าน (ดูรูปท่านประกอบด้วยก็จะเห็นความจริงข้อนี้) หรือความเปรียบที่ท่านบอกในโคลงบทที่ ๒๔ ว่า “ป่วนปวดมโนเทียม วรรณโรค เจียวแม่” ท่านเอาอาการ “ปวดมโน (ปวดใจ)” มาเทียบกับกับอาการปวดของวรรณโรค (วัณโรค) ฟังอย่างไรก็แปลก รู้สึกว่าเข้ากันได้ไม่สนิท ชวนให้ขำๆ ไปเสียอีก นี่ว่าเฉพาะบทที่ยกมา ไม่ได้ว่าท่านเขียนไม่ดี ไม่ได้ลบหลู่ แต่มองตามที่ผมเข้าใจซึ่งอาจไม่เหมาะนักเพราะเอาอารมณ์ของสมัยนี้ไปจับอารมณ์สมัยนั้น อารมณ์ต่างยุคสมัยย่อมต่างกัน

๔. นี่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สังคมที่บันทึกไว้ผ่านวรรณกรรมว่า สังคมไทยสมัยนั้น ใช้แรงงานควายในการต่างๆ เช่นเดียวกับสัตว์อีกมากมายหลายชนิด สัตว์เหล่านี้มีส่วนในการสร้างความมั่นคง เข้มแข็ง เจริญก้าวหน้าของสังคม แม้แต่ในการสงครามก็ยังปรากฏบทบาทของควายในฐานะพาหนะการรบโดยตรง คือ นายทองเหม็นแห่งบ้านบางระจันที่ขี่ควายเข้ารบ และที่ใช้เทียมเกวียนเป็นพาหนะขนยุทธปัจจัยและเสบียงกรังสนับสนุนการรบก็คงมี ก่อนรถยนต์เข้ามาแทนที่ในสงครามสมัยใหม่ จึงนับได้ว่า ท่านหลวงธรรมาภิมณฑ์ (ถึก จิตรกถึก)ได้ร่วมบันทึกประวัติศาสตร์สังคมส่วนเสี้ยวหนึ่งไว้ให้คนยุคหลังควาย (Post Buffalo Age ฮา) ได้ศึกษากัน

……….
ควายเป็นอะไรได้หลายอย่าง แม้แต่พาหนะในการรบ เช่นนายทองเหม็นมือขวานแห่งหมู่บ้านบางระจันขี่ควายเข้ารบกับข้าศึก ภาพจากละครโทรทัศน์แสดงโดย เต๋า-สมชาย เข็มกลัด
……….

การบังคับควายให้ทำตามความต้องการของคน ไม่ว่าในการใด ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เช่น การไถนาที่ใช้ควายซึ่งเห็นแล้วน่าจะทำได้โดยง่าย แต่เมื่อลงมือทำจริงๆ แล้ว คนก็ต้องฝึกฝนการบังคับไถและบังคับควายเช่นกัน คนต้องรู้ใจควายและทำให้ควายรู้ใจคนจึงจะทำงานร่วมกันได้ด้วยดี ไม่เหนื่อยเกินแรงทั้งคนทั้งควาย เรียกว่าเป็นศาสตร์และศิลป์การใช้ควายก็ย่อมได้ ดังนั้น ในนิราศวัดรวกท่านเขียนไว้ว่า คนขับเกวียนล้วนแต่ “เชี่ยวชาญกระบือ” ก็คือ เชี่ยวชาญศาสตร์และศิลป์การใช้ควาย อาจเรียกสั้นๆ ว่า “เชี่ยวชาญการควาย” นั่นเอง

นักวรรณคดียกย่องฝีมือโคลงของหลวงธรรมาภิมณฑ์ ว่าเป็นหนึ่งในแถวหน้าของนักเลงโคลงสมัยรัตนโกสินทร์เช่นกัน ซึ่งโคลงของท่านนอกจากนิราศวัดรวกนี้แล้วยังมีโคลงเรื่องอื่นอีก เช่น โคลงนิราศวัดสมุหประดิษฐ์ ที่ฝีมือการแต่งก็ไม่หย่อนกว่าโคลงนิราศวัดรวก หากมีโอกาสคราวหน้าจะมาเล่าอีก

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *