หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

พระมงกฎเกล้าฯ ทรงสอนวิชากวี

หนังสือ พระบรมราชาธิบายในการประพันธ์ บทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระราชทานแก่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง “เพื่อบำรุงวิชากะวีในโรงเรียนนั้น” ทรงแนะนำเรื่องการเขียนบทกวี เน้นเฉพาะโคลงแบบต่างๆ อ่านแล้วได้ความรู้มากทีเดียว จึงได้คัดบางตอนมาให้กวีและนักอ่านได้ลองอ่านและคิดดูว่า เป็นอย่างไร

พระองค์ทรงเริ่มตนด้วยการแสดงความเชื่อมั่นในกวีนิพนธ์ (ทรงใช้คำว่า “จินตะกะวีนิพนธ์”) ว่ามีดีหลายอย่าง จะเกิดผลแก่ผู้อ่านหรือผู้ฟังหลายประการ คือ

๑ สบายใจ คล้ายๆ ฟังเพลงบรรเลง

๒ เพลิน ทำให้ลืมสิ่งที่ระคายเคืองอยู่บ้างได้ชั่วคราว

๓ ได้ฟังโวหารอันแปลก

๔ ได้ทราบความคิดของผู้แต่ง

นั่นคือผลดีที่เกิดขึ้นแก่ผู้ฟัง ส่วนผู้แต่งนั้นก็ทรงกล่าวไว้เช่นกันว่า จะเกิดประโยชน์ดังนี้

๑ สบายใจ คล้ายผู้ได้เล่นดนตรีพิณพาทย์

๒ เพลิน เพราะได้ใช้สมองในทางที่นึกถ้อยคำอันไพเราะ

๓ ต้องเขม้นขะมักในการสร้างโวหารที่แปลก

๔ มีโอกาสได้แสดงความคิดให้ผู้อื่นฟัง

พระองค์ทรงแสดงความเห็นในเรื่องการเขียนกวีนิพนธ์อีกว่า ผู้แต่งนั้นได้ทำความพอใจให้แก่เพื่อนมนุษย์ จึงทรงกำชับว่า “ผู้แต่งโคลงฉันท์กาพย์กลอน ควรจะคิดถึงผู้อ่านมากกว่าตัวเอง คือควรเพ่งเล็งให้ผู้อ่านเข้าใจ และฟังเพราะมากกว่าที่จะอวดความเก่งของตนเอง” เพื่อให้บรรลุถึงการนั้น จึงทรงให้คำแนะนำในการเขียนกวีนิพนธ์ไว้ว่า

๑ ก่อนที่จะจับแต่งอะไร ต้องดูแบบโคลงฉันท์กาพย์กลอนเสียก่อน ดูแบบให้เจนตาเป็นดี

๒ ควรอ่านจินตกวีนิพนธ์ที่ท่านแต่งไว้แล้ว อ่านจนเข้าใจ และได้จังหวะแม่นยำ

๓ เลือกหาเรื่องที่เป็นแก่นสาร

๔ ใช้สมองตรองดูเรื่องนั้นเสียก่อน จนความคิดแตกแล้วคิดตั้งโครงขึ้นเป็นคำพูดโดยปรกติเสียก่อน แล้วจึงแปลงไปเป็นโคลงฉันท์กาพย์กลอน ตามแต่อัธยาศัย

สรุปว่า คนเขียนกวีนิพนธ์หรือกวี จะเขียนบทกวีประเภทใดก็ต้องรู้ฉันทลักษณ์ให้ดีก่อน การที่จะรู้ได้ก็ต้องอ่านงานที่คนอื่นเขียนให้มาก อ่านก้ไม่ใช่สักแต่ว่าอ่านให้ผ่านตาไปเฉยๆ แต่ต้อง “อ่านจนเข้าใจและได้จังหวะแม่นยำ” จึงเขียน โดยต้องเขียน “เรื่องที่เป็นแก่นสาร” ซึ่งการที่จะเขียนให้เป็นแก่นสารได้ก็ต้องผ่านการครุ่นคิดจนตกผลึก ซึ่งวิธีการคิดให้ตกผลึกจนก่อรูปเป็นบทกวีที่ดีได้นั้น ทรงแนะนำไว้ในข้อที่ ๔ นั่นเอง

ผู้รักชอบกวีนิพนธ์อ่านแล้วลองพิจารณาดูว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไรได้หรือไม่ ทั้งท่านผู้ที่เป็นนักเขียนและผู้ที่เป็นนักอ่าน คำแนะนำจากพระองค์ท่านไม่เพียงแต่ใช้เฉพาะการเขียนกวีนิพนธ์เท่านั้น การเขียนเรื่องอื่นๆ ก็น่าจะอยู่ในหลักการเดียวกันนี้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *