หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

บทอัศจรรย์ : ศิลปะการเล่าเรื่องลับในที่แจ้ง

สัตว์ทั้งหลายรวมถึงมนุษย์ ต่างก็มีความจำเป็นในการบริโภคอาหารเพื่อให้มีชีวิตอยู่และการบริโภคกามเพื่อสืบต่อเผ่าพันธุ์ ต่างแต่ว่า มนุษย์เรานั้นบริโภคเกินความจำเป็นในทุกๆอย่าง สัตว์อื่นหากินอิ่มแล้วก็พอ ไม่สะสม หิวก็หากินใหม่ เมื่อถึงฤดูกาลที่จะต้องสืบพันธุ์เพื่อสร้างทายาทก็สืบพันธุ์ เสร็จแล้วก็แล้วกัน ไม่พร่ำเพรื่อ แต่มนุษย์เราสะสมทุกอย่างและสืบพันธุ์ได้ตลอดเวลา แม้ในยามที่ไม่ต้องการสร้างทายาทก็ตาม

นี่เป็นข้อเด่นหรือด้อยของมนุษย์ก็ไม่ทราบ ทราบแต่ว่ามนุษย์เกือบทุกคนต่างชอบ ทั้งชอบสะสมและชอบสืบพันธุ์

แม้ว่ามนุษย์จะชอบการสืบพันธุ์แบบเกินความจำเป็น แต่ก็ถือว่าเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องลับ เป็นกิจกรรมระหว่างหญิงและชายสองคน (ตามความเป็นจริงหญิงกับหญิง ชายกับชาย และเกินสองคนก็มี) เป็นเรื่องต่ำช้าน่าอายจึงต้องปกปิด หากมีการเปิดเผยเรื่องนี้ขึ้นมาผู้ที่ถูกเปิดเผยก็เกิดความอับอายยิ่ง แถมยังจะถูกประณามจากคนรอบข้างด้วย

ถึงจะเป็นเรื่องปกปิดแต่คนก็ชอบพูดและชอบฟัง แต่เป็นไปแบบกระมิดกระเมี้ยนหรือในที่เฉพาะ หากจะพูดในที่แจ้งก็หลบเลี่ยงที่จะพูดตรงๆ ด้วยการใช้คำที่ใกล้เคียงหรือมีความหมายเป็นที่เข้าใจได้ นี่เองน่าจะเป็นที่มาของบทอัศจรรย์ในวรรณคดี

บทอัศจรรย์ก็คือการบรรยายถึงการร่วมเพศ หรือการสังวาส ของมนุษย์อันเป็นเรื่องในที่ลับเพื่อนำมาบอกเล่าในที่แจ้ง ดังนั้น น่าจะนับได้ว่าเป็นนวัตกรรมทางภาษาหรือศิลปกวีนิพนธ์ ที่พยายามหาทางเอาชนะข้อจำกัดในการสื่อสารของคนโบราณ

ในวรรณคดีเกือบทุกเรื่องมีบทอัศจรรย์อยู่ไม่มากก็น้อย บทอัศจรรย์ที่ขึ้นชื่อที่สุดเห็นจะเป็นในเรื่องลิลิตพระลอ ทั้งระหว่างพี่เลี้ยงของฝ่ายพระนาง และระหว่างตัวพระตัวนางคือพระลอกับพระเพื่อนพระแพง มีทั้งแบบตัวต่อตัวและแบบรวมหมู่ จนกลายเป็นเรื่องถกเถียงกันถึงคุณค่าของวรรณคดีเรื่องนี้เมื่อหลายสิบปีก่อน ถึงขนาดมีคนเสนอให้เผาทิ้งเพราะเชื่อว่าเป็นเรื่องมอมเมาก็มี

ตัวกระผมเองนั้น เท่าที่อ่านวรรณดคีและผ่านตาบทอัศจรรย์มาหลายบท เห็นว่าเป็นเรื่องของศิลปะการใช้ถ้อยคำแสดงความสามารถทางภาษาของคนแต่ง และเป็นองค์ประกอบของเรื่อง หรือที่เรียกว่า “ขนบ” ในวรรณคดี ไม่ต่างจากบทเลิฟซีนในหนังนั่นแหละ ซึ่ง “ทฤษฎีของศิลปะการสร้างภาพยนตร์” ก็คงมีกล่าวไว้ ดังนั้น ไม่ว่า “ขนบ” หรือ “ทฤษฎี” ก็ไม่ต่างกัน ฉะนั้น ถ้าไม่ชอบก็ไม่ต้องอ่าน ข้ามไปเสียก็ได้ หรือถ้าดูหนังก็หลับตาและอุดหูไว้ ผ่านไปค่อยดูต่อ ฉากพวกนี้คงไม่ยาวเกิน 10 นาทีหรอกน่า (แต่มีใครบ้างที่ไม่ชอบล่ะครับ)

บทอัศจรรย์ที่ผมชอบที่สุดเท่าที่เคยอ่านมาก็คือบทอัศจรรย์ใน กาพย์พระไชยสุริยา ประพันธ์โดยท่านมหากวีสุนทรภู่ เป็นกาพย์ล้วนๆ ปกติแล้วเราจะรู้ว่าท่านเขียนกลอน แต่เรื่องนี้เป็นการแสดงฝีมือเชิงกาพย์ชั้นครู ไม่ต่างจากเชิงกลอนที่เราๆท่านๆรู้จักกันดี โดยบทอัศจรรย์ที่ว่านั้น มีดังนี้

ขึ้นกดบทอัศจรรย์
เสียงครื้นครั่นชั้นเขาหลวง
นกหกตกรังรวง
สัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงง

แดนดินถิ่นมนุษย ์
เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง
ตึกกว้านบ้านเรือนโรง
โคลงคลอนเคลื่อนเขยื้อนโยน

บ้านช่องคลองเล็กใหญ่
บ้างตื่นไฟตกใจโจน
ปลุกเพื่อนเตือนตะโกน
ลุกโลดโผนโดนกันเอง

พิณพาทย์ระนาดฆ้อง
ตะโพนกลองร้องเป็นเพลง
ระฆังดังวังเวง
โหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง

ขุนนางต่างลุกวิ่ง
ท่านผู้หญิงวิ่งยุดหลัง
พัลวันดันตึงตัง
พลั้งพลัดตกหกคะเมน

พระสงฆ์ลงจากกุฏิ
วิ่งอุตลุตฉุดมือเณร
หลวงชีหนีหลวงเถร
ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน

พวกวัดพลัดเข้าบ้าน
ล้านต่อล้านซานเซโดน
ต้นไม้ไกวเอนโอน
ลิงค่างโจนโผนหกหัน

พวกผีที่ปั้นลูก
ติดจมูกลูกตาพลัน
ขิกขิกระริกกัน
ปั้นไม่ทันมันเดือดใจ

สององค์ทรงสังวาส
โลกธาตุหวาดหวั่นไหว
ตื่นนอนอ่อนอกใจ
เดินไม่ได้ให้อาดูร.

อ่านแล้วเป็นอย่างไรบ้างครับ สำหรับผมแล้วยอมรับนับถือความสามารถของครูท่านจริงๆ สมแล้วที่เป็นยอดกวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเมื่ออ่านบทอัศจรรย์บทนี้ทีไร ก็ทั้งทึ่ง อัศจรรย์และขันขำ ทุกครั้ง กล่าวคือ

ทึ่งในความสามารถมารถการเลือกสรรถ้อยคำของท่าน ที่นำถ้อยคำอันแสนธรรมดามาเรียงร้อยกันให้เป็นภาพพจน์ที่แจ่มชัด สื่อความหมายได้ชัดเจนโดยไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องที่ต้องการจะบอกแม้แต่คำเดียว นี่เป็นความเชี่ยวชาญระดับนายภาษาเป็นแน่แท้

อัศจรรย์ในความสามารถเรื่องการเปรียบเทียบของท่าน ที่นำเอาภาพชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน รวมถึงสิ่งแวดล้อมทางกายภาพมาเป็นสัญลักษณ์ในเรื่องที่กำลังพูดถึง ความดกลาหลปั่นป่วนวุ่นวายของผู้คนและสิ่งต่างๆที่ปรากฏอยู่ในบทอัศจรรย์นี้ แสดงให้เห็นภาพของคนสองคนที่กำลังมีความสัมพันธ์กันอยู่นั้นเป็นไปชนิดที่เรียกว่า “โลกธาตุหวาดหวั่นไหว” เลยทีเดียว ดังนั้น จึงไม่ต้องแปลกใจเลยเมื่อจบลงแล้วทั้งสองจะอยู่ในอาการ “ตื่นนอนอ่อนอกใจ เดินไม่ได้ให้อาดูร” นั่นคือ หมดแรงจนลุกไปไหนไม่ได้นั่นแหละนา

ขันขำในอากัปกิริยาที่ตกใจแตกตื่นของตัวละครที่ปรากฏในฉาก ไม่ว่าจะเป็น “หลวงชีหนีหลวงเณร ลงโคลนเลนเผ่นผาดโผน” หรือ “พวกวัดพลัดเข้าบ้าน ล้านต่อล้านซานเซโดน” ไม่เว้นแม้กระทั่งลิงค่างที่ตกใจจนห้อยโหนจนผิดคิว รวมถึงผีที่กำลังปั้นลูกก็พลอยทำงานผิดพลาดเพราะคนสองคนกำลังทำอัศจรรย์กัน

นี่แหละครับที่เรียกว่า ศิลปะการพูดเรื่องลับในที่แจ้ง ทั้งสนุกและได้ปัญญาแถมพกด้วยเป็นมาก ไม่ว่าจะเป็นปัญญาความรู้เรื่องการใช้ภาษาไทย ศิลปะการประพันธ์ของกวีโบราณท่าน รวมถึงภาพชีวิต ขนบ ธรรมเนียม ของผู้คนที่ปรากฎในบทอัศจรรย์อย่างที่ยกมานี้ อันแสดงให้เห็นร่องรอยของวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมในช่วงเวลาที่วรรณคดีนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้น อาทิ เราจะเห็นภาพความเจริญด้านวัตถุคือ “ตึกกว้านบ้านเรือนโรง” อันเป็นสิ่งก่อสร้างที่แสดงให้เห็นถึงฐานะทางเศรษฐกิจของผู้คนในสมัยนั้น เป็นต้น นี่แหละครับคือปัญญาแถมพกจากบทอัศจรรย์ในวรรณคดี

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว เกิดใครอยากเขียนบ้าง ก็ลองเปลี่ยนฉากมาเป็นแถวสยามพารากอนดูนะครับ หรือจะเขียนบทอัศจรรย์ของตัวเงินตัวทองที่อาศัยอยู่บริเวณรัฐสภาดูก็ได้ คงสนุกพิลึก

สรุปแล้ว บทอัศจรรย์นั้นเป็นศิลปะโดยแท้ เมื่อเป็นศิลปะแล้วก็ย่อมจะให้ทั้งความเพลิดเพลินและสติปัญญาด้วย ไม่เช่นนั้นก็คงไม่อาจเรียกว่าเป็นศิลปะที่เป็นแขนงหนึ่งของความรู้ แต่เมื่ออ่านแล้วจะสามารถวิเคราะห์เสาะหาปัญญาได้มากขนาดไหน ก็สุดแท้แต่ความสนใจของใครของมัน

อ่านเอาสนุกเพียงประการเดียวก็ไม่ผิดแต่ประการใด.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *