หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

ข้อสงสัยเรื่อง “พรมแดนสากล” ในคำประกาศซีไรต์ 2560

ผมเพิ่งได้อ่านหนังสือรวมเรื่องสั้นรางวัลซีไรต์ปี 2560 สิงโตนอกคอก ของ จิดานันท์ เหลืองเพียรสมุท ซึ่งผมไม่มีความเห็นเรื่องหนังสือ แต่มีความสงสัย หรือเรียกว่าติดใจ หรือข้องใจ ในถ้อยคำบางประโยคของคำประกาศจากคณะกรรมการตัดสินรางวัล ผมขอคัดข้อความมาดังนี้

“ด้านกลวิธีใช้การเล่าเรื่องแบบอุปมานิทัศน์ (allegory) ที่มีโครงสร้างของเรื่องซ้อนกันหลายชั้นอย่างสัมพันธ์กัน โดยเชื่อมโยงตัวบทอื่นๆ เช่น ตำนานและเรื่องเล่า ที่ผู้อ่านคุ้นเคย การสร้างตัวละครและฉากที่ไม่อยู่ในบริบทสังคมไทยเป็นการข้ามพรมแดนของการเล่าเรื่องไปสู่ความเป็นสากล ผู้เขียนใช้ภาษาในการเล่าเรื่องอย่างเรียบง่ายทว่าลุ่มลึกและคมคาย”

ที่ผมติดใจก็คือประโยคที่ว่า “การสร้างตัวละครและฉากที่ไม่อยู่ในบริบทสังคมไทยเป็นการข้ามพรมแดนของการเล่าเรื่องไปสู่ความเป็นสากล”

ข้อความดังกล่าวทำให้ผมเข้าใจว่า ตัวละครและฉากที่เป็นท้องถิ่น (ในกรณีนี้คือสังคมไทย) เป็นพรมแดนที่กีดกันเราจากความเป็นสากล แม้จะเล่าเรื่องดีเพียงใด เรื่องดีเพียงใด แต่ถ้าหากเล่าเรื่องผ่านตัวละครและฉากที่เป็นไทยแล้ว ก็ไม่ถึงความเป็นสากล

ถ้าอย่างนั้นแล้วความเป็นสากลคืออะไร คือความเป็นตะวันตกใช่หรือไม่ เพราะตัวละครที่มีชื่อเป็นฝรั่ง ฉากที่ทำให้รู้สึกว่าเป็นฝรั่ง จึงไม่ใช่พรมแดนที่กีดกันเราออกจากความเป็นสากล ถ้าเป็นเช่นนั้น ผมคิดว่า เราก็ไม่ต่างจากอาณานิคมของฝรั่งตะวันตก อาณานิคมภาษาการเล่าเรื่องในวรรณกรรมนั่นเอง

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมก็นึกไปถึงวรรณกรรมในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก ที่ตัวละครและฉากเป็นท้องถิ่นนั้นๆ เช่น วรรณกรรมจีน ญี่ปุ่น อินเดีย อาฟริกา เป็นต้น ก็แสดงว่า ถูกตัดขาดจากความเป็นสากล หรือไม่มีความเป็นสากล หรือไม่ใช่ความเป็นสากล เพราะทั้งฉากและตัวละครเป็น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย อาฟริกา เช่นเดียวกับวรรณกรรมไทยที่มีฉากและตัวละครเป็นไทย

ผมเข้าใจว่า ประเด็นความคิดที่ถ่ายทอดผ่านวรรณกรรม ซึ่งไม่ว่านักเขียนในถิ่นไหนก็คิดเช่นเดียวกันในเรื่องเดียวกัน แล้วถ่ายทอดผ่านงานวรรณกรรม เช่น ความคิดเรื่องความดี ความงาม มนุษยธรรม ไม่ว่าคนในถิ่นไหนก็เห็นความสำคัญ ยึดถือเป็นแก่นในการดำเนินชีวิต แล้วถ่ายทอดออกมาในมุมของตน นี่ต่างหากคือความเป็นสากล เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ก้าวพ้นพรมแดนการเล่าเรื่องไปได้ เพราะไม่ว่าจะเล่าผ่านตัวละครถิ่นใด ภาษาใดก็ได้ทั้งสิ้น จะมีก็แต่พรมแดนภาษาเท่านั้น เมือได้รับการแปลจากภาษาหนึ่งไปสู่หลายภาษา พรมแดนนี้ก็ถูกทำลายลง คนอ่านก็สามารถอ่านความคิดผ่านเรื่องราวนั้นได้เสมอกัน แม้จะเป็นตัวละครและฉากในถิ่นใดก็ตาม

ผมเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ในบทเขียนชื่อ ความเป็นสากลของวรรณกรรม (ถ้าต้องการอ่าน คลิกที่นี่) ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมอาจเข้าใจถ้อยคำในคำประกาศของคณะกรรมการผิดไปก็ได้ สิ่งที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ก็ถือเป็นการตั้งข้อสังเกตไว้ เผื่อว่าจะมีใครนำไปคิดต่อเพื่อความงอกงามแห่งปัญญาตามสมควรแก่ตน.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *