หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

กวีกับครู : ครูภาษาไทยคือผู้สร้างนักเรียนเตรียมกวี

เขียนเรื่องกวีมาหลายตอน หวังว่ายังไม่ใครเบื่อ ถ้าเบื่อก็บอกนะครับ จะได้เขียนต่อ (ฮา) ไม่ได้คิดว่าตัวเองรู้มาก เก่งมาก หรือชำนาญมาก แต่คิดว่า ที่เขียนๆ ไป อาจเป็นประโยชน์บ้าง สักนิดก็ยังดี – ดีกว่าหายใจทิ้ง คึคึ

ตอนนี้อยากเขียนถึงบุคคลสำคัญที่เป็นผู้ปั้นกวีขั้นเริ่มต้น เรียกว่า นักเรียนเตรียมกวีก็แล้วกัน การเป็นกวีหรือเป็นอะไรๆ นั้น นอกจากพรสวรรค์ คือความรักความชอบที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด (หรือตั้งแต่ชาติที่แล้วๆ มา เรียกว่าวาสนาเก่า) แล้ว สิ่งสำคัญที่จำให้ความรักความชอบกลายเป็นทำได้ทำเป็นก็คือ การเรียนรู้และฝึกฝน ซึ่งการเรียนรู้และฝึกฝนนั้น ต้องมีผู้แนะนำ ผู้ให้คำสั่งสอน ซึ่งก็คือครู

ในทีนี้จะจำกัดไว้เพียงแค่กวี (รวมนักเขียนประเภทต่างๆ ด้วย) กวีนั้น นอกจากพรสวรรค์ที่มีติดตัวแล้ว ต้องมีพรแสวง คือการแสวงหาความรู้ความเชี่ยวชาญและการปฏิบัติ ซึ่งผู้ที่จะให้คำแนะนำเบื้องต้นได้ก็คือครูภาษาไทย เพราะการเขียนบทกวีต้องเขียนด้วยภาษาไทย (นี่พูดถึงเฉพาะกวีไทย)

แต่เชื่อไหมครับ ครูภาษาไทยนั้น ไม่ใช่ว่าทุกท่านจะสามารถเป็นครูผู้สร้างนักเรียนเตรียมกวีได้ ผมเขียนจากประสบการณ์ของตัวเอง เพราะตั้งแต่เรียนชั้นประถมจนถึงมหาวิทยาลัย ได้เรียนภาษาไทยหรือวิชาที่เกี่ยวข้องกับภาษาไทยกับครูทุกชั้นปี แต่มีครูไม่กี่ท่านเท่านั้นที่ทำให้เรียนรู้และเข้าใจ “ภาษาและวรรณคดี” จนถึงขนาดที่เป็นการบ่มเพาะให้นักเรียนรักและก้าวไปในเส้นทางนั้นได้ ไม่ว่าจะในฐานะ “คนสร้างงาน” หรือ คนเสพงาน” ก็ตาม

ผมขอเล่าประสบการณ์ของตัวเองว่า มีครูภาษาไทยกี่ท่านที่ให้ผมเรียนรู้และเข้าใจภาษาและวรรณคดี หรืออย่างน้อยก็ทำให้รู้ว่าตัวเองชอบอย่างจริงจัง จนนำมาสู่การสร้างงานและการอ่านงานอย่างต่อเนื่องยาวนานมาจนถึงทุกวันนี้

ท่านแรกคือพ่อครูแจ่มใส ลาธุลี โรงเรียนบ้านโคกก่อง สอนให้เรียนเขียนอ่าน ก.ข. ก.กา สมัยผมเรียน ป. 1 นั้น นักเรียน 4 ชั้นพ่อครูแจ่มใสสอนคนเดียว ก่อนที่จะมีแม่ครูสุโกเวทย์ ทองกลม มาแบ่งเบาภาระเมื่อผมขึ้นชั้น ป.2 ทั้งสองท่านคือครูที่สอนให้รู้ภาษาไทยเบื้องต้น สมัยนั้นมีหนังสือแบบหัดอ่านการสะกดคำง่ายๆ ผูกเป็นเรื่องสั้นๆ พ่อครูกับแม่ครูสอนสนุก หยิบเอาเรื่องรอบตัวเด็กๆ มาผสมกลมกลืนกับเรื่องในหนังสือ นอกจากทำให้เรียนสนุกแล้วยังช่วยให้เกิดให้รักการอ่านความคิดและจินตนาการด้วย เมื่อคิดย้อนหลังไปก็เห็นว่านี่คือการสร้าง “เมล็ดกวี” ให้เกิดขึ้นในตัวผมเอง

พ่อครูแจ่มใส ลาธุลี ผู้ที่เคยเป็นทั้งครูใหญ่ ครูน้อย สอน ป.1-4 โรงเรียนบ้านโคกก่อง เพิ่งเสียชีวิตเมื่อเดือนมกราคม 2561นี้เอง ผมยังระลึกถึงท่านอยู่เสมอ

ท่านต่อมาคือคุณครูยองใย มณีภาค (ปัจจุบัน ขัมภรัตน์) ผมเคยเขียนถึงท่านหลายครั้งในเฟซบุ๊ค สอนภาษาไทยเมื่อตอนผมเรียนมัธยมต้นที่โรงเรียนนาจะหลวย คุณครูสอนภาษาไทยทั้งการอ่าน การเขียน การใช้ภาษา สอนให้อ่านหนังสือ อ่านวรรณคดี ที่สำคัญ ขับเสภาได้น่าฟังมาก สอนให้เขียนกลอนเขียนกาพย์เขียนโคลง สำหรับคนที่มี “เชื้อ” อย่างผมนี้ รู้สึกสนุกที่ได้เรียนกับคุณครู ทำให้ผมถึงขนาดเขียนนิยายติดบอร์ดให้เพื่อนอ่าน นั่นคือเป็นก้าวแรกที่ผมลงมือปฏิบัติเล่นๆ แต่อย่างจริงจัง ก็ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณครูยองใยนี่เอง ผมถือว่าคุณครูยองใยคือผู้ที่สร้างให้ผมเป็นนักเรียนเตรียมกวีอย่างเต็มตัว

ท่านต่อมาคือ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ม.ล.ฐิติรัตน์ ลดาวัลย์ (สมัยผมเรียนกับท่าน ท่านคือ ม.ล.เสริมแสง พันธุมสุต) อาจารย์สาขาภาษาไทย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ปัจจุบันเกษียณราชการแล้ว) ผมก็เคยเขียนถึงท่านหลายครั้งเช่นกัน ท่านสอนให้ผมรักและรู้รสแห่งวรรณคดี สอนให้อ่าน พิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่า วรรณกรรมอย่างที่ไม่เคยเรียนมาก่อน เรียกว่าเคาะกะโหลกเปิดโลกทัศน์วรรณคดีและวรรณกรรมให้แก่ผมเลยทีเดียว ทั้งยองสอนให้เขียน ฝึก ปฏิบัติ อย่างเป็นจริงเป็นจัง ท่านไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ครูภาษาไทยเท่านั้น แต่ท่านคือผู้ลงมือแต่งปั้นให้นักเรียนเตรียมกวีที่คุณครูยองใยส่งมาให้ท่านได้ก้าวเข้าสู้การเป็นนักเรียนกวีอย่างแท้จริง

เมื่อผ่านมือคุณครูเข้าสู่การเป็นกวีที่ต้องหาที่ทาง สร้างตัวตนด้วยตนเองเป็นศิษย์มีครู การได้ยืนอยู่ ณ จุดปัจจุบันในฐานะคนสร้างงานระดับหนึ่ง ก็เพราะมีครูคอยแนะนำสั่งสอนตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักเรียนเตรียมกวีและนักเรียนกวีนั่นเอง หากขาดครูเสียแล้วก็คงยากที่จะเดินทางมาถึงจุดที่ยืนอยู่นี้ได้

นี่แหละครับ ผมจึงยืนยันว่า ครูภาษาไทยนั้นสำคัญต่อกวี เพราะเป็นผู้สร้างนักเรียนเตรียมกวีเป็นเบื้องต้น และแต่งปั้นนักเรียนเตรียมกวีให้เป็นนักเรียนกวีในท้ายสุด ก่อนนักเรียนกวีจะก้าวจากห้องเรียนของคุณครูไปสู่โลกอันกว้างใหญ่ของกวีนิพนธ์ ในฐานะคนสร้างงาน ซึ่งจะดีเด่นดังหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนเอง หาใช่ครูไม่

ผมรู้จักครูภาษาไทยหลายคนที่สอนนักเรียนเตรียมกวีให้สร้างสรรค์ผลงานด้านการเขียนได้ดีเยี่ยม เช่น ครูรจนา อินทร์เหล่าใหญ่ โรงเรียนสมเด็จพิทยา อำเภอสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์ มีผลงานของนักเรียนได้รับรางวัลระดับชาติในการประกวดงานเขียนประเภทต่างๆ หลายครั้ง ซึ่งเป็นข้อยืนยันว่า ครูภาษาไทยคือผู้สร้างนักเรียนเตรียมกวีอย่างแท้จริง

ผมจึงยังมีความหวังและให้ความนับถือครูภาษาไทยตลอดมา ว่าท่านคือเบื้องต้นแห่งการก่อเกิดกวี (รวมถึงนักเขียนทุกประเภท) อย่างที่ผมเล่าประสบการณ์ส่วนตัวมานั้นแหละ ลูกศิษย์ของท่านอาจไม่ได้เป็นกวีเสียทั้งหมด แต่เพียงคนหรือสองคนก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีงามยิ่งแล้ว เพราะพวกเขาจะเป็นผู้สืบทอดถ้อยคำภาษาให้คงอยู่คู่สังคมไทยต่อไป.

(เชิญแชร์ได้ตามสะดวกครับ)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *