หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

วิหยาสะกำ : ผู้ยอมตายเพื่อความรักและภัยแห่งกามตัณหา

ตัวละครระดับรองซึ่งเป็นตัวประกอบหลักในเรื่องอิเหนา (ฉบับพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 2) ซึ่งมีอยู่มากมายที่ผมชอบมากมีอยู่สามตัว คือ ระตูจรกา วิหยาสะกำ และ สังคามาระตา ซึ่งล้วนแต่เป็นตัวละครที่ยังอยู่ในวัยหนุ่ม วัยเดียวกับผม (ฮา) วัยเดียวกับผมเมื่อตอนผมอ่านอิเหนาอย่างจริงจังตอนเรียนมหาวิทยาลัยนั่นแหละ ผมเคยเขียนถึงระตูจรกาไปแล้ว บัดนี้ถึงคิวของวิหยาสะกำ บ้าง

วิหยาสะกำเป็นเจ้าชายรูปงาม โอรสของพระเจ้ากะหมังกุหนิง พระมารดาคือประไหมสุหรี เมืองของวิหยาสะกำนั้น ไม่ใช่เมืองในสหราชอาณาจักรวงษ์เทวัญซึ่งมีอยู่ 4 เมืองคือ

กุเรปัน ดาหา กาหลัง สิงหัดส่าหรี ซึ่งเป็นมหาอำนาจบนแผ่นดินถิ่นชวาตามเพลาในท้องเรื่อง บรรดากษัตริย์วงษ์เทวัญนี้ตามท้องเรื่องก็ว่าสืบเชื้อสายมาจากองค์ปะตาระกาหลาซึ่งว่ากันว่าเป็นเทพเจ้ากันนั่นเทียว จึงเรียกตัวเองว่าวงษ์เทวัญ ถือยศถือศักดิ์ หยิ่งทระนงนัก มักแต่งงานกันในวงษ์ทั้งสี่เพื่อมิให้เลือกเทวัญจืดจาง แต่ถึงแม้ไม่ใช่หนึ่งในสี่มหาอำนาจแห่งวงษ์เทวัญ เมืองของวิหยาสะกำก็ไม่ใช่จิ๊บจ้อยนะจ๊ะ คือเมืองใหญ่ไม่เป็นรองใคร เมื่อยกทัพไปชิงนางคือเจ้าหญิงบุษบาแห่งเมืองดาหา หนึ่งในมหาอำนาจวงษ์เทวัญ พระเจ้าดาหากลัวถึงขนาดต้องส่งสารไปหาพี่น้องวงษ์เทวัญให้ส่งกองทัพมาช่วยรบ วิหยาสะกำก็เป็นนักรบที่เก่งคนหนึ่ง ฝีมือทวนก็ขั้นสุดยอด พระบิดาพระมารดาก็รักดั่งดวงหทัย ชีวิตสมบูรณ์พร้อม

ชีวิตของเจ้าชายวิหยาสะกำก็เป็นปกติสุขเรื่อยมา จนกระทั่งวันที่ไปเที่ยวป่าจึงได้เห็นภาพวาดของเจ้าหญิงบุษบา แล้วเกิดรักแรกพบเมื่อได้สบตา love at first sight ถึงแม้เพียงสบตากับภาพวาดก็ตามเถอะ แสดงว่าเจ้าหญิงบุษบานี้สวยงามมีเสน่ห์ very charming มากจริงๆ ภาพวาดของเจ้าหญิงบุษบาที่เจ้าชายวิหยาสะกำได้ทอดพระเนตรนั้น เป็นภาพที่พระเจ้าจรกาจ้างช่างวาดไปแอบวาดรูปมาให้ดูเพราะได้ยินคำร่ำลือว่างามนัก ภาพวาดภาพหนึ่งตกไปถึงมือของเจ้าชายวิหยาสะกำ เมื่อได้ทอดพระเนตรแล้วจึงเกิดอาการรักกำเริบในทันที

คลี่ดูเห็นรูปเยาวเรศ
ดังแว่นทองส่องเนตรเสียวกระสัน
สุดแสนประดิพัทธ์ผูกพัน
ป่วนปั่นหฤทัยไปมา
ม้วนกระดาษซ่อนใส่ในรัดองค์
ใจจงด่าวดิ้นถวิลหา
สลบลงบนหลังอาชา
กะหมันหรารับรองประคองไว้

เมื่อได้ดูภาพวาด เจ้าชายวิหยาสะกำโดนรังสีความงามของเจ้าหญิงบุษบากระแทกใจรุนแรงจนถึงขนาดเป็นลมบนหลังม้า กะหมันหราซึ่งเป็นองครักษ์ต้องเข้าประคองไว้มิให้ตกม้าแล้วพากลับเมือง เมื่อมาถึงเมืองแล้วก็เข้าห้องปิดประตูลั่นดานอยู่พระองค์เดียว ดูรูปนางแล้วรำพึงรำพันฝันเพ้อละเมอหา คืออาการหนักมากจริงๆ

แต่เวียนคลี่กระดาษวาดรูปนาง
ดูพลางพินิจพิศวง
ทําไฉนจะได้นางโฉมยง
เหมือนดังใจจงจํานงคิด
แม้นรู้ว่าอยู่บุรีใด
จะตามไปภิรมย์สมสนิท
ไม่อาลัยไยดีแก่ชีวิต
นี่สุดรู้สุดฤทธิ์สุดอารมณ์
เอาแต่รูปแนบอุระประทับไว้
อกเอ๋ยคิดไฉนจะได้สม
แสนถวิลวิตกอกกรม
ร่ำไรไม่บรรทมแต่โศกี

เจ้าชายวิหยาสะกำกินไม่ได้นอนไม่หลับ แล้วก็ไม่ทำอะไรทั้งนั้น จนพระบิดาพระมารดาสืบสาวราวเรื่องจนได้ความ พระเจ้ากะหมังกุหนิงเห็นภาพวาดแล้วก็เห็นว่างดงามมาก งามราวนางฟ้าจากสวรรค์ทรงอัศจรรย์ใจมาก ทรงเชื่อว่านางที่งดงามเยี่ยงนี้ไม่มีในเมืองมนุษย์แน่
และไถ่ถามพระโอรสว่าหลงรักนางในรูปนี่หรือไร

เมื่อนั้น
ระตูผู้ผ่านอาณาจักร
คลี่กระดาษดูทรงนางนงลักษณ์
งามหลากใจนักน่าอัศจรรย์
เพ่งพิศดารพันเพียงขวัญตา
ดังนางในชั้นฟ้ากระยาหงัน
จึงตรัสถามโอรสไปพลัน
เจ้าโศกศัลย์ด้วยรูปนี้หรือไร

เมื่อได้คำตอบว่าใช่ พระเจ้ากระหมังกุหนิงทรงบอกพระโอรสว่า ผู้หญิงงามถึงขนาดนี้ไม่มีในโลกมนุษย์แน่ เชื่อพ่อเถอะ เลิกคิดคลั่งไคล้ใหลหลงเสียเถิด เชื่อพ่อแล้วจะดีเอง

เมื่อนั้น
พระบิตุเรศตรัสแก่โอรสา
อันรูปนางอย่างนี้ในโลกา
จะจัดหาไม่มีเป็นมั่นคง
ชะรอยว่าสาวสวรรค์ชั้นฟ้า
แกล้งนฤมิตมาให้ใหลหลง
เจ้าอย่ากําสรดระทดองค์
ฟังคําบิตุรงค์เถิดลูกรัก

แต่มีหรือเจ้าชายผู้ตกหลุมรักในเหวลึกจะยอม เมื่อพ่อพูดเช่นนั้นก็อ้อนแม่ ด้วยความรักลูกแม่จึงบอกพ่อว่า ลองสืบหาดูหน่อยไหมเพคะ เผื่อจะเป็นธิดาเมืองใด จะได้สู่ขอมาให้ลูกเรา พระเจ้ากะหมังกุหนิงขัดเมียไม่ได้ (อาจจะไม่กล้าขัด) จึงให้สืบสาวราวเรื่องจนได้ความว่า เป็นเจ้าหญิงบุษบาแห่งราชอาณาจักรดาหา และยังได้ข้อมูลละเอียดว่า พระเจ้ากรุงดาหายกให้พระเจ้าจรกาแล้ว เนื่องจากว่ายทรงพระฉุนที่คู่หมั้นหมายแต่เด็กคืออิเหนาเล่นตัวไม่สนใจ บอกให้มาแต่งก็ไม่มากลับหนีไปมีเมียเมืองอื่น เมื่อพระเจ้าจรกาแห่งอาณาจักรเล็กๆ ชั้นปลายแถวรู้ข่าวจึงมาขอ พระเจ้ากรุงดาหาพระราชบิดาเจ้าหญิงบุษบาจึงยกเจ้าหญิงให้แต่งงานด้วย จึงเป็นตุนาหงันหรือคู่หมั้นคู่หมายกันแล้ว

……….
วิหยาสะกำจากจินตนาการของจิตกร ภาพจาก thaigoodview.com
……….


พระเจ้ากรุงกะหมังกุหนิงได้ข้อมูลจากข่าวกรองมาครบถ้วนก็ทรงดีพระทัย ประกาศไปสู่เจ้าหญิงบุษบามาให้พระราชโอรส โดยไม่สนใจว่าเป็นคู่หมั้นของพระเจ้าจรกาแล้ว อาจเห็นว่าพระเจ้าจรกาเป็นเพียงผู้ปกครองอาณาจักรเล็กๆ เป็นพระราชาชั้นปลายแถว จึงไม่ให้คามสำคัญ ถึงกับทรงประกาศว่า “ถึงจะรบจรกาล่าส่ำนั้น จะเกรงฝีมือกันก็หาไม่” และยังทรงย้ำอีกว่า “ถึงทัพจรกาล่าสํานั้น พี่ไม่พรั่นให้มาสักสิบแสน
จะหักโหมโจมตีให้แตกแตน พักเดียวก็จะแล่นเข้าป่าไป” แบบนี้ ดูหมิ่นกันชัดๆ ถ้าจรกาได้ยินคงโกรธจนลมออกหูแน่

ขอเล่าลัดๆ ตัดตอนมาที่ชานกรุงดาหา ซึ่งทัพของพระเจ้ากะหมังกุหนิงตีตะลุยมาจนถึงหน้ากำแพงเมือง ซึ่งจะกลายเป็นสมรภูมิรบ โดยมีคู่ต่อกรที่สำคัญคือ พระเจ้ากะหมังกุหนิงรบกับเจ้าชายอิเหนา เจ้าชายวิหยาสะกำรบกับเจ้าชายสังคามาราตา ซึ่งเจ้าชายสังคามาระตานี้ไม่ใช่ลูกหลานกษัตริย์วงษ์เทวัญโดยตรง ดังนั้น เมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าชายวิหยาสะกำ จึงได้รับคำถามว่า ตนไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์วงษ์เทวัญ ทำไมจึงมายุ่งเรื่องนี้ด้วย เจ้าชายสังคามาระตา ตอบว่า “สุดแต่ว่าจิตพิศวาส ก็นับเป็นวงศ์ญาติกันได้” แล้วก็ต่อด้วยการท้าให้มารบกัน อย่ามัวร่ำรี้ร่ำไร มาดวลทวนกันให้รู้ว่าใครจะแน่กว่ากัน “อย่าชักเจรจาให้ช้าไป จะชิงชัยให้เห็นฝีมือกัน” จากนั้นทั้งสองก็เข้าต่อสู้กันเป็นสามารถ ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ เป็นเวลานานจนในที่สุดวิหยาสะกำก็เป็นฝ่ายเสียที ถูกแทงตกม้าตาย

เมื่อนั้น
สังคามาระตาชาญสมร
รบรับเคี่ยวขับอัสดร
ยอกย้อนเปลี่ยนกลรณรงค์
กลับกลอกรําร่ายกรายพระแสง
ปะทะแทงลวงไปให้ใหลหลง
แล้วทําเสียเชิงชักม้าทรง
ตลบวงเวียนหันไปทันที
นัยน์เนตรมุ่งหมายวิหยาสะกํา
เห็นถลําเลี้ยวไล่ได้ที่
พระแทงสอดลอดเกราะถูกไพรี
ตกจากพาชีมรณา

หากนับฝีมือการรบนั้น ทั้งเจ้าชายวิหยาสะกำกับเจ้าชายสังคามาระตาฝีมือเท่าเทียมกัน แต่เจ้าชายสังคมาระตาฉลาดในกลอุบาย (หรืออาจเรียกว่าเจ้าเล่ห์)มากกว่า นั่นคือ “กลับกลอกรําร่ายกรายพระแสง ปะทะแทงลวงไปให้ใหลหลง แล้วทําเสียเชิงชักม้าทรง ตลบวงเวียนหันไปทันที” เป็นการลวงศัตรูให้เปิดเผยจุดอ่อนแล้วอาศัยช่วงจังหวะงามๆ จัดการครั้งเดียวเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลยุทธิ์ของเจ้าชายสังคามาระตาในครั้งนี้ คล้ายคลึงกับตอนที่สมิงพระราม นักรบแห่งหงสาวดีอาสาพระเจ้ากรุงอังวะรบกับกามะนีทหารเอกของพระเจ้ากรุงจีนในเรื่อง “ราชาธิราช” โดยสมิงพระรามลวงให้กามะนีรำทวนเพื่อหาจุดอ่อนจนพบว่า มีช่องว่างให้แทงได้ตรงรักแร้ สมิงพระรามจึงแทงกามะนีตาย ใช้ดาบตัดคอย้อนเกล็ดรอยต่อเกราะที่คอของกามะนีเอาหัวไปถวายพระเจ้ากรุงอังวะ พระเจ้ากรุงจีนก็ยกกองทัพกลับตามสัญญาที่ให้ไว้ว่า ถ้าทหารตนแพ้จะยกทัพกลับ

ทางด้านพระเจ้ากรุงกะหมังกุหนิงเมื่อเห็นพระราชโอรสเสียทีจนตายก็ขับม้าเข้ารบกับสังคมาระตา อิเหนาเห็นดังนั้นก็เข้ารบแทน ทั้งสองรบด้วยทวนบนหลังม้าก็ไม่มีแพ้ไม่มีชนะ จากนั้นลงมารบกันด้วยกระบี่ที่พื้นก็ยังไม่มีใครเสียที ท้ายสุดรบกันระยะปะชิดตัวด้วยกริช ซึ่งพระเจ้ากะหมังกุหนิงแอบดีใจว่าตนจะชนะแน่ๆ เพราะเชี่ยวชาญกระบวนท่าการใช้กริชหาใครเทียบได้ไม่ แต่ปรากฏว่าเสียทีอิเหนา ถูกแทงจนสิ้นพระชนม์ตามพระราชโอรสไป กองทัพกรุงกะหมังกุหนิงจึงแตกพ่าย ชิงนางก็ไม่ได้ ทั้งยังเอาชีวิตมาทิ้งทั้งพ่อทั้งลูกและทหารอีกมากมาย

วิหยาสะกำผู้ยอมตายเพื่อความรัก ทั้งยังชักนำให้พ่อมาตายด้วย รวมถึงทหารอีกมากมายนั้น หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ โง่เง่า ทั้งๆ ที่จะมีเมียกี่คนก็ได้ มีผู้หญิงกี่คนก็ไม่เป็นปัญหา ถ้าเลือกผู้หญิงในบ้านเมืองของตน แต่กลับมาหลงใหลผู้หญิงที่แม้หน้ายังไม่เคยเห็นสักแวบเดียวจนถึงจุดจบอย่างอนาถ แต่มองในอีกมุมหนึ่งก็ย่อมถือได้ว่า เป็นคนบูชาความรัก ยอมตายเพื่อความรักได้ รวมทั้งเรื่องนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงภัยแห่งความรัก โลภ โกรธ หลง กิเลส ตัณหา ของมนุษย์ ซึ่งนำไปสู่การฆ่าฟันเพื่อแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อสนองความต้องการของตัวเอง

วรรณกรรมเอกของโลก ที่ถือกันว่าระดับมหากาพย์ เช่น มหาภารตะยุทธ กับ รามเกียรติ์ ของอินเดีย โอดิสซี่ ของ กรีก เป็นต้น ที่บอกเล่าเรื่องราวการทำสงครามฆ่าฟันกันก็ล้วนแต่เกิดจากความรัก จากกามตัณหาทั้งสิ้น ช่างเป็นภัยที่หนักหนาสาหัสของมนุษยชาติจริงๆ

และคงจำเกิดขึ้นอีกไม่รู้จบ.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *