หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

OPEN THE WINDOW, EYES CLOSED : เรื่องเล่าของชาวชนบทแห่งเวียดนาม

เวียดนามเป็นประเทศที่ใกล้ชิดกับประเทศไทยทั้งทางด้านภูมิศาสตร์และทางด้านความสัมพันธ์ในฐานะประเทศอาเซียนด้วยกัน แต่ดูเหมือนว่าคนไทยรู้เรื่องเกี่ยวกับเวียดนามยังไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น นอกจากเรื่องเวียดนามเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นดีสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับประชากรเกือบ 70 ล้านคน และอีกสิ่งหนึ่งคือกาแฟขี้ชะมดของเวียดนามที่นักดื่มกาแฟให้การยอมรับว่าอร่อยเป็นเลิศแล้ว นอกจากนี้คงไม่มีเรื่องอื่นใดของเวียดนามที่คนไทยจะรู้จักในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วรรณกรรมของเวียดนามนั้น มีน้อยยิ่งนักที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย น่าจะน้อยพอๆ กับวรรณกรรมกัมพูชา โดยน้อยกว่าวรรณกรรมลาว พม่า มาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศอาเซียนที่อยู่บนผืนแผ่นดินใหญ่และมีพรมแดนติดกัน


อุปสรรคสำคัญที่ทำให้วรรณกรรมเวียดนามได้รับการแปลเป็นภาษาไทยน้อย น่าจะเพราะเงื่อนไขทางภาษาเป็นสำคัญ โดยวรรณกรรมต่างประเทศที่แปลเป็นภาษาไทยนั้น แปลจากต้นฉบับภาษาอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ (เว้นแต่วรรณกรรมลาวที่แปลจากภาษาลาวโดยตรง) ซึ่งวรรณกรรมเวียดนามยังมีไม่แพร่หลายในภาษาอังกฤษ ดังนั้นจึงแทบไม่มีหนังสือวรรณกรรมเวียดนามในภาคภาษาไทยไปด้วย

สำหรับนวนิยายเรื่อง OPEN THE WINDOW, EYES CLOSED เขียนขึ้นในภาษาเวียดนาม แปลโดยนักเขียน-นักแปลชาวเวียดนาม จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ในเวียดนาม ผู้เขียนกับผู้แปลเป็นนักเรียนรุ่นใหม่ของเวียดนาม เติบโตหลังสงครามเวียดนาม โดย Nguen Ngoc Thuan ผู้เขียนเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1972 ก่อนสงครามเวียดนามยุติลง 3 ปี (สงครามเวียดนามยุติลงเมื่อ ค.ศ.1975) เป็นทั้งจิตรกรและนักเขียน มีผลงานวรรณกรรมเป็นที่รู้จักและได้รับรางวัลหลายเรื่อง ซึ่งเรื่อง OPEN THE WINDOW, EYES CLOSED แปลเป็นภาษาอังกฤษโดย Thuong Tiep Truong ผู้เป็นนักหนังสือพิมพ์และนักเขียนที่เขียนงานเป็นภาษาอังกฤษ

OPEN THE WINDOW, EYES CLOSED เล่าเรื่องผ่านมุมมองของเด็กชายอายุ 10 ขวบ หากนับตามอายุของผู้เขียนซึ่งเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1972 (พ.ศ.2515) เหตุการณ์ในเรื่องก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1982 (พ.ศ.2525) ดังนั้นจึงพิเคราะห์ได้ว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นในนวนิยายเรื่องนี้ สะท้อนสภาพสังคมชนบทของเวียดนามในช่วงเวลานั้น (ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับรัฐบาลเวียดนามมีอิทธิพลในกัมพูชา โดยในปี 2522 เวียดนามส่งทหารกว่าแสนนายเข้าไปสนับสนุนพรรคประชาชนปฏิวัติกัมพูชาที่นำโดยเฮงสัมริน ขับไล่รัฐบาลเขมรแดงลงจากอำนาจและตั้งรัฐบาลที่นำโดยเฮงสัมรินได้สำเร็จ เวียดนามจึงคงทหารจำนวนมากประจำการในกัมพูชา กำลังส่วนหนึ่งตั้งประชิดชายแดนไทย มีการปะทะกันทั้งระดับใหญ่และระดับย่อยอยู่เนืองๆ จนกระทั่งเวียดนามถอนทหารออกจากกัมพูชาในปี ค.ศ.1989 หรือ พ.ศ.2532 และเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเมื่อปี ค.ศ.1995 หรือ พ.ศ.2538) โดย Nguen Ngoc Thuan เปิดเรื่องได้น่ารักและชวนติดตาม โดยให้ตัวละครผู้เล่าเรื่องแนะนำตัวเองว่าเป็นเด็กชายอายุ 10 ขวบ แล้วก็เล่าย้อนหลังไปถึงเมื่อครั้งตนอยู่ในท้องแม่ จากนั้นก็เล่าถึงเหตุการณ์ที่ตัวเองเกิดโดยอ้างอิงคำบอกเล่าของพ่อกับแม่ นับเป็นการเปิดเรื่องและแนะนำตัวละครสำคัญได้น่าสนใจและน่าติดตาม

“ผมคือเด็กผู้ชายอายุ 10 ขวบ นี่ย่อมแน่นอนว่าเมื่อ 10 ปีก่อนผมเคยอยู่ในท้องแม่ เวลาไปที่ไหนๆ ก็พาผมไปด้วย ตอนนั้นผมยังส่งเสียงอะไรไม่ได้ ก็แหงล่ะ เด็กที่อยู่ในท้องแม่จะพูดอะไรได้ล่ะ คุณลองคิดดูก็แล้วกันว่าในท้องแม่นั้นเป็นยังไง เพื่อนก็ไม่มีสักคน จะมีก็แต่แม่เราเท่านั้น พ่อบอกผมว่ามีเด็กเกิดมาเมื่อใดก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเมื่อนั้น วันเกิดของผมก็หมายความว่าเป็นวันที่ผมมีเพื่อนใหม่ๆ ได้ ผมจะรู้จักกับทิแล้วกลายเป็นเพื่อนรักกันได้ยังไงถ้าผมไม่ได้เกิดมาในโลกนี้ – I’m a ten-year-old boy. That means I was still inside a womb ten years ago. Mom carried me along wherever she went. I wasn’t crying yet. Of course a baby lying inside a womb couldn’t cry! Imagine this yourself. What was it like inside a womb? You had no friends except your mother. Dad said it was a stroke of good luck when a baby was born. My birthday meant I could now have new friends! How could I get to know Ti and make him my best friend if I hadn’t even come into the world?” (หน้า 10)

เพียงย่อหน้าแรกผู้เขียนก็บอกผู้อ่านเป็นนัยว่าจะเล่าเรื่องเกี่ยวกับอะไร อย่างน้อยก็สองเรื่อง เรื่องแรกคือ ความรักความอบอุ่นในครอบครัว พิเคราะห์จากคำพูดของพ่อที่ว่า “มีเด็กเกิดมาเมื่อใดก็มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นเมื่อนั้น” ดังนั้นก็หมายความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจาก “เด็กที่เกิดมา” คือตัวของเขานั้นย่อมนำสิ่งดีๆ สู่ครอบครัวคือพ่อแม่ แล้วสิ่งดีๆ ที่ว่านั้นจะมีอะไรดีที่ไปกว่าความรักความผูกพันของสายเลือดที่จะเกิดขึ้นอย่างมั่นคงแน่นแฟ้น ซึ่งผู้เขียนได้ตอกย้ำอีกครั้งเมื่อพ่อเล่าถึงการตั้งชื่อเด็กว่า “ไม่มีอะไรจะมีค่ามากไปกว่าชื่อของคน เพราะชื่อทุกชื่อเกิดขึ้นมาจากความรักอย่างแท้จริง – Nothing’s more beautiful than your own name. Every name comes with so much love” (หน้า 16) เรื่องต่อมาคือ ความรักความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อน ทั้งเพื่อนวัยเด็ก คือเด็กๆ ในหมู่บ้านที่เป็นเพื่อนกัน และเพื่อนบ้านคือชาวบ้านในหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์รักใคร่กันดี ซึ่งตลอดเวลาที่เรื่องราวในนวนิยายดำเนินไป ก็อยู่ในขอบเขตดังกล่าวนี้

……….
OPEN THE WINDOW, EYES CLOSED นวนิยายเกี่ยวกับชีวิตชนบทของเวียดนามเมื่อประมาณ 30 กว่าปีมาแล้ว โดยนักเขียนรุ่นใหม่ของเวียดนาม
……….

ภาพสังคมชนบทของเวียดนามเมื่อ 35 ปีก่อนโดยประมาณจากช่วงเวลาในนวนิยายเรื่องนี้ ก็มีสภาพไม่ต่างจากสังคมชนบทของประเทศในภูมิภาคเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยก็มีสภาพไม่แตกต่างกันมาก แม้ว่าชนบทไทยจะดู “ทันสมัย” มากกว่าเพราะมีการพัฒนาให้เป็นสังคมสมัยใหม่เร็วกว่า แต่ก็มีลักษณะร่วมกันอยู่ ทั้งเรื่องเด็กๆ ในหมู่บ้านที่ต่างรู้จักและเป็นเพื่อนกัน เล่นด้วยกัน ผจญภัยแบบเด็กๆ ด้วยกัน และชาวบ้านที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิด มีความผูกพัน ช่วยเหลือเผื่อแผ่ มีน้ำใจแก่กันเสมือนญาติพี่น้อง สะท้อนผ่านพฤติกรรมและคำพูดของตัวละครตลอดทั้งเรื่อง เช่น เด็กชายผู้เล่าเรื่องพูดถึงอา Hung ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่มาดื่มน้ำชากับพ่อเป็นประจำ และช่วยทำงานเล็กๆ น้อยๆ ในฐานะเพื่อนบ้านที่ดีต่อกัน มีความสนิทสนมกับครอบครัวของเด็กชายเหมือนญาติ เด็กชายก็รักอาคนนี้แม้ไม่ใช่ญาติกันจริงๆ “อา Hung เป็นเพื่อนบ้านคนหนึ่งที่ชอบมาดื่มน้ำชากับพ่อเสมอๆ ผมเรียกว่าอา Hung เพราะผมรักเขา ถึงแม้ไม่ใช่น้องชายของพ่อจริงๆ ก็ตาม – Uncle Hung was one of my neighbors who often dropped to drink a tea with Dad. I call him “Uncle” because I loved him – he wasn’t Dad’s brother” (หน้า 23) และเมื่ออา Hung แต่งงานกับอา Hong ซึ่งเป็นหญิงสาวในหมู่บ้าน พ่อกับแม่ของเด็กชายก็ช่วยงานทุกอย่าง รวมถึงเพื่อนบ้านอื่นๆ ก็มาช่วยกันอย่างพร้อมเพรียงจนงานแต่งลุล่วงไปด้วยดี พ่อของเด็กชายมอบวัวให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน ยืนยันถึงความรักความสนิทสนมความนับถือและการช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างแท้จริง

สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในนวนิยายเรื่องนี้ก็คือ การถ่ายทอดความคิด (หรือจะเรียกว่าคำสั่งสอนก็ได้)ทางสังคมจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนรุ่นหนึ่ง จากผู้ใหญ่สู่เด็ก ซึ่งไม่ผู้ใหญ่ที่ถ่ายทอดความคิดแก่เด็กนั้นไม่ใช่เพียงพ่อแม่ปู่ย่าตายายโดยตรงเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่หรือคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน จะเป็นใครก็ตาม สามารถถ่ายทอดความคิด คำสั่งสอน ที่เป็นประโยชน์แก่เด็กได้ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกหลานของตนหรือไม่ ซึ่งเด็กชายผู้เล่าเรื่องก็ได้รับคำสั่งสอนจากผู้ใหญ่มากมายหลายคนที่เป็นเพื่อนบ้านซึ่งมิใช่ปู่ย่าตายายของตน คำสั่งสอน หรือความคิดที่ผู้ใหญ่ถ่ายทอดแก่เด็กนั้น มีทั้งความรู้เรื่องราวต่างๆ ทั่วไป มีทั้งความคิด แนวทาง การปฏิบัติเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม เช่น เมื่ออา Hong ภรรยาของอา Hung แท้งลูกและเสียเลือดมาก พ่อของเด็กชายมีเลือดกรุ๊ปเดียวกันก็บริจาคเลือดให้อา Hong โดยมีเพื่อนบ้านไปเยี่ยมไข้ที่สถานีอนามัยกันมากมาย เมื่อกลับมาอยู่บ้าน เพื่อนบ้านก็ตามมาเยี่ยมเยือนกันเป็นอันมาก เพื่อให้กำลังใจแก่อา Hong ที่เจ็บป่วยจากการแท้งลูก รวมถึงปลอบใจแก่ทั้งอา Hong กับอา Hung ที่เสียลูกไป ผู้เขียนได้ถ่ายทอดคำพูดของแม่ในเรื่องนี้ว่า

……….
Nguyen Ngog Thuan นักเขียนมือรางวัลรุ่นใหม่ชาวเวียดนาม ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง Open the Window, Eyes Closed ได้อย่างน่าสนใจ
……….

“ผมจำคำพูดของแม่ที่บอกว่า เมื่อคนมีความทุกข์เขาย่อมต้องการคนที่จะมาร่วมแบ่งปันความทุกข์นั้นด้วย ความรักเท่านั้นที่ทำให้ความทุกข์หายไปได้ ไม่ใช่หยูกยาแต่อย่างได เมื่อเราแบ่งปันความทุกข์ของใครก็ตาม มันไม่ได้ทำให้เรามีความทุกข์เพิ่มมากขึ้นเลย แต่เราช่วยให้เขาได้คลายทุกข์ลง – I remember Mom saying that when people suffer they need a lot of people to share it with. It’s love that makes suffering bearable, not medicine. When we share somebody’s suffering, we don’t suffer more ourselves – we just help him or her to bear it.” (หน้า131)

นี่ถือได้ว่าเป็นการถ่ายทอดความคิด ความเชื่อ ที่ดีงามจากรุ่นสู่รุ่นอย่างแยบยลและอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้เห็นภาพของสังคมชนบทเวียดนามสมัยนั้นได้ชัดเจนว่า กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมยังเป็นไปในแบบดั้งเดิมมากอยู่ หากเปรียบเทียบกับสังคมในช่วงเวลาเดียวกันก็จะเห็นได้ว่า สังคมชนบทไทยนั้นอิทธิพลของวิถีสังคมสมัยใหม่เริ่มรุกคืบเข้าสู่หมู่บ้านเพราะการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ถนนหนทางสะดวกสบาย มีรถยนต์เข้าถึงหมู่บ้านเกือบทุกแห่ง ไฟฟ้าก็เข้าถึงเป็นส่วนมาก และเชื่อได้ว่า ช่วงเวลานั้น (พ.ศ.2525) สังคมชนบทไทยเลิกใช้เกวียนหรือรถม้ากันแล้ว เพราะรถยนต์เข้าถึงโดยทั่วไป แต่ในสังคมชนบทเวียดนามยังมีการใช้เกวียนเทียมวัวอยู่ ด้วยความแตกต่างกันดังกล่าว กระบวนการกล่อมเกลาทางสังคมของชาวชนบทไทยอาจไม่ได้มีความเข้มข้นในวิถีเก่าๆ เท่าสังคมชนบทเวียดนามที่ปรากฏในนวนิยายเรื่องนี้

OPEN THE WINDOW, EYES CLOSED จะจัดเข้าหมวดวรรณกรรมเยาวชน คือเป็นหนังสืออ่านสำหรับเยาวชนให้พวกเขาได้เรียนรู้ชีวิต ความคิด และสังคมของตน ในกรณีผู้อ่านเป็นเยาวชนเวียดนามหรือเรียนรู้สังคมเพื่อนบ้านผ่านงานวรรณกรรมในกรณีที่ผู%

Comments are Closed