หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

เมือง บ้าน ผม : รวมเรื่องสั้นดีที่สุดที่ได้อ่านในปี 2560 (ตอนที่ 1)

1.คำบอกกล่าว 

“เมือง บ้าน ผม” รวมเรื่องสั้นของ จำลอง ฝั่งชลจิตร จัดพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนธันวาคม 2559 โดยแมวบ้านสำนักพิมพ์ จัดจำหน่ายโดยสายส่งศึกษิต บริษัทเคล็ดไทย จำกัด ประกอบด้วยเรื่องสั้น 15 เรื่อง แบ่งเป็น 4 ภาค คือ เมือง จำนวน 4 เรื่อง บ้าน จำนวน 4 เรื่อง ผม จำนวน 4 เรื่อง และ ฯลฯ จำนวน 3 เรื่อง หนา 283 หน้า ราคา 280 บาท ก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหาของข้อเขียนนี้ ขอบอกกล่าวไว้ก่อน 5 เรื่อง คือ

1. 1 หนังสือรวมเรื่องสั้นที่ตีพิมพ์จำหน่ายในประเทศไทยนั้นมีปีละไม่น้อย ดังนั้น ผมเองอ่านได้ไม่หมด ปีหนึ่งๆ คนเราอ่านหนังสือได้ไม่มากนัก ดังนั้น หนังสือที่ยังไม่ได้อ่านจึงมีจำนวนนับไม่ได้ ผมจึงบอกไว้ชัดแจ้งว่า เมืองบ้านผม เป็นหนังสือเรื่องสั้นที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในปี 2560 ดังนั้น ปีก่อนหน้านั้นจึงไม่นับ และในปี 2560 นั้น อาจมีหนังสือรวมเรื่องสั้นเล่มอื่นที่ดีกว่าเล่มนี้ แต่ผมไม่ได้อ่าน จึงไม่นับเช่นกัน นับเฉพาะเล่มที่ผมได้อ่านแล้วผมจึงเลือกเล่มนี้ให้เป็นหนังสือเรื่องสั้นที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในปี 2560 และหนังสือประเภทอื่นก็ไม่นับเช่นกัน

1. 2 ผมตั้งใจว่าจะเขียนถึงหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 แต่ไม่ได้เขียน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ เขียนไม่ได้ หรือ เขียนไม่ออก เนื่องจากอ่านทบทวนแล้วคิดว่า จะเขียนไปดุ่มๆ เห็นจะไม่ได้การ เนื่องจากเรื่องสั้นในเล่มนี้ (รวมทั้งเล่มก่อนหน้านี้) ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนทั้งประเด็นความคิดทั้งกลวิธีการเล่าเรื่องในแต่ละเรื่องแตกต่างกัน เหมือนขนมชั้นหลายสี แต่ละชั้นก็มีองค์ประกอบต่างกัน ทั้งสีสันและวัตถุดิบ การกินด้วยวิธีกัดกลืนทีเดียวย่อมไม่รู้รสแท้จริงของขนมแต่ละชั้น จำต้องแกะออกมาชิมดูทีละชั้น หรือ ทีละเรื่องจึงจะได้รส แต่ด้วยเหตุที่หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้นจำนวนมาก ทั้งขนาดสั้นๆ และขนาดยาว การที่จะหยิบยกมาพูดถึงทีละเรื่องก็จะยืดยาวเกินจำเป็น จึงพูดรวมตามหมวดหมู่ที่ผู้เขียนแบ่งเป็นส่วนๆ ไว้ในหนังสือ

……….
จำลอง ฝั่งชลจิตร ผู้เขียนรวมเรื่องสั้น เมืองบ้านผม
……….

1.3 ข้อเขียนนี้เขียนขึ้นโดยวัตถุประสงค์ประกาศยกย่องชื่นชม จึงจะปรากฏแต่ข้อดีเป็นส่วนมาก หากไม่ประกาศให้รู้ก่อนก็อาจจะทำให้ผู้อ่านขัดใจ เมื่อประกาศเช่นนี้แล้ว ผู้ที่เห็นแย้งก็จะได้รับรู้ไว้ก่อน จะได้ละเว้นไม่อ่านเสีย หรืออ่านก็จะได้เตรียมใจไว้สำหรับความขัดเคืองที่อาจเกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ดี หากผู้อ่านอ่านแล้วเห็นแย้งอย่างไร ก็ขอความกรุณาเขียนข้อโต้แย้งนั้นขึ้นมาในลักษณะวิจารณ์ซ้อนวิจารณ์ก็จะดียิ่ง ทั้งดีต่อผู้อ่าน ผู้เขียนเรื่องสั้นเล่มนี้ และผู้วิจารณ์ด้วย

1. 4 ผมไม่ใช่นักวิชาการ จึงเขียนด้วยภาษาที่ไม่ใช่วิชาการ อาจจะอ้างอิงแนวคิด ทฤษฎี ทางวิชาการบ้าง เพื่อประกอบการวิเคราะห์ศึกษา แต่โดยภาษาที่ใช้ก็ใช้ภาษาธรรมดาที่พวกเราใช้พูดคุยกันในวงสนทนา ดังนั้น หากสิ่งที่ผมเขียนนี้มีคุณค่าพอที่จะใช้อ้างอิงในทางวิชาการ ผมก็ต้องขออภัยด้วยหากนำไปอ้างอิงแล้วมีถ้อยคำไม่เหมาะสม อนึ่ง เมื่อข้อเขียนนี้เผยแพร่ไปแล้ว ผมถือว่าเป็นสมบัติของสาธารณะ ใครๆ ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในแง่เป็นวิทยาทานได้โดยไม่ต้องขออนุญาตใดๆ อีก เว้นแต่นำไปใช้ในทางการค้า ขอสงวนสิทธิ์ไว้

1. 5 ข้อเขียนนี้มีความยาวเกิน 15 หน้ากระดาษ A4 ดังนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการยืดยาวเกินไปเมื่อนำลงในเว็บไซต์ ผมจึงแบ่งเป็น 4 ตอน เพื่อสะดวกในการอ่าน เมื่อลงจนครบแล้วจึงจะทำเป็นไฟล์ pdf ให้ผู้สนใจดาวน์โหลดไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป (ถ้ามีผู้สนใจ)

.
2. ภูมิหลังของจำลอง ฝั่งชลจิตร
และการก่อตัวของเรื่องสั้นแบบจำลอง

ฉายาที่เพื่อนพ้อง (น่าจะเป็น ชาติ กอบจิตติ เป็นผู้ตั้งให้ หากผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็ขออภัย) เรียกขาน จำลอง ฝั่งชลจิตร เป็นการเฉพาะในกลุ่มแต่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างต่อมาคือ ลอง เรื่องสั้น นั่นหมายความว่า จำลอง ฝั่งชลจิตร เป็นนักเขียนที่มีผลงานเรื่องสั้นมากกว่าประเภทอื่น และย่อมหมายความอีกว่าเรื่องสั้นที่เขาเขียนนั้นเป็นเรื่องสั้นชั้นดีของนักเขียนเรื่องสั้นมืออาชีพ เมื่อรวมกันเข้าจึงกลายเป็น ลอง เรื่องสั้น ดังกล่าว ตลอดระยะเวลา 40 ปีของการเป็นนักเขียน ผลงานของจำลอง ฝั่งชลจิตร ย่อมพิสูจน์และยืนยันความเป็น ลอง เรื่องสั้น ได้โดยปราศจากข้อสงสัย

ก่อนที่จะพูดถึงรวมเรื่องสั้น เมือง บ้าน ผม จำเป็นต้องทบทวนถึงความเป็นมาของจำลอง ฝั่งชลจิตร ในฐานนักเขียนเรื่องสั้น รวมถึงเรื่องสั้นอันเป็น “หมุดหมาย” ของเขาก่อน ผมคงไม่สามารถอ้างได้ว่าอ่านเรื่องสั้นของจำลอง ฝั่งชลจิตร ทุกเรื่องทุกเล่ม แต่ก็กล้ายืนยันกับตัวเองว่าอ่านมามากพอที่จะรู้ว่า จำลอง ฝั่งชลจิตร พัฒนาเรื่องสั้นของเขาอย่างไม่หยุดยั้ง ในด้านรูปแบบ เขาเป็นนักทดสอบ ทดลอง เทคนิค กลวิธี การเล่าเรื่องใหม่ๆ ตลอดเวลา ในด้านความคิด เขาเป็นคนที่คิดล้ำสมัยอยู่เสมอ เมื่อประกอบกันเข้าทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในนักเขียนที่ก้าวพ้นร่มเงาของตัวเองไปเรื่อยๆ โดยสร้างร่มเงา หรืออาจเรียกว่า “หลักไมล์” หรือ “หมุดหมาย” ใหม่ๆ ให้ตัวเองก้าวข้ามไปสร้างใหม่เรื่อยๆ โดยหลักฐานที่จะใช้ยืนยันในข้อนี้ก็คือ เรื่องสั้นอันเป็นหมุดหมายสำคัญของ จำลอง ฝั่งชลจิตร ซึ่งผมเห็นว่ามีอยู่ 3 เรื่อง คือ

………. รวมเรื่องสั้น เมืองบ้านผม ฉบับพิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม 2559 โดย แมวบ้านสำนักพิมพ์
……….

2.1 ผ้าทอลายหางกระรอก เป็นหมุดหมายสำคัญหมุดหมายแรกของ จำลอง ฝั่งชลจิตร ในความคิดของผม ถือเป็นเรื่องสั้นที่โดดเด่นในงานยุคแรกของเขา วิธีการเขียนยังเดินตามรูปแบบของ “ขนบเรื่องสั้น” ที่สมบูรณ์แบบทั้งโครงเรื่อง ประเด็นนำเสนอ อารมณ์สะเทือนใจ ภาษางดงาม โดยเป็นหนึ่งในเรื่องสั้น “ช่อการะเกด” ที่ได้รับประดับช่อการะเกดจาก สุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อปี 2523 เป็นผลงานที่สร้างตัวตนที่ชัดเจนให้แก่ จำลอง ฝั่งชลจิตร ในฐานะนักเขียนเรื่องสั้นมีฝีมือ

2.2 สุภาพบุรุษไฟแช็ก เป็นหมุดหมายสำคัญหมุดที่สองของ จำลอง ฝั่งชลจิตร ตีพิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารลลนา ปี พ.ศ.2529 ซึ่งเขาได้พัฒนารูปแบบเรื่องสั้นก้าวผ่านการเขียนตามขนบใน ผ้าทอลายหางกระรอก อย่างสิ้นเชิง โดยใน สุภาพบุรุษไฟแช็ก จำลอง ฝั่งชลจิตร เล่าเรื่องผ่านมุมมองของบุรุษที่ 1 คือ ข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าในเรื่องนี้เหมือนมีตัวตนซ้อนกันอยู่สองคน คนหนึ่งอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ที่ไม่มีส่วนใดๆ กับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทำตัวเป็นเสมือนกล้องถ่ายภาพวิดีโอบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเท่านั้น ขณะเดียวกันอีกคนหนึ่งทำหน้าที่พูดคุยกับผู้อ่านผ่านข้อความในวงเล็บ ถึงพฤติกรรมของตัวละคร บรรยากาศและฉากในเรื่อง ทำให้การอ่านเรื่องมีรสชาติแปลกออกไปจากที่เคยเป็น นั่นคือ ราวกับผู้อ่านกำลังนั่งชมภาพยนตร์สารคดีโดยมีผู้สร้างนั่งบรรยายสดไปด้วย (อันที่จริงแล้วเสียงบรรยายดังกล่าวนั้นเหมือนกับฟังรายการวิทยุมากกว่า) ผมเข้าใจว่า จำลอง ฝั่งชลจิตร ได้ทดลองกลวิธีเล่าเรื่องแบบใหม่ ที่นำวิธีเล่าเรื่องแบบภาพยนตร์มาทดลองใช้ โดยมุมมองของ “ข้าพเจ้า” ที่มองเรื่องราวเกิดขึ้นในบาร์ที่เป็นฉากของเรื่องนั้น ก็คือมุมมองเดียวกับกล้องถ่ายภาพยนตร์ (คล้ายมุมกล้องของภาพยนตร์ The Blair Witch Project แต่ไม่ตื่นเต้นและยุ่งเหยิงขนาดนั้น) ผสมผสานกับการเล่าเรื่องแบบบรรยายสดเหมือนรายการวิทยุ (อาจกล่าวได้ว่าเป็นการทดลองนำตัวเองเข้าไปอยู่ในเรื่องสั้นโดยไม่ให้กระทบกระเทือนต่อเหตุการณ์ในเรื่อง) ประกอบเข้ากับแก่นหรือประเด็นที่นำเสนอเรื่องราวของผู้ชายกับผู้หญิงที่ชวนให้คิดลึกคิดกว้างคิดได้หลายทางโดยมีไฟแช็กเป็นสัญลักษณ์สำคัญ จึงทำให้เรื่องสั้นนี้เป็นที่กล่าวถึงอย่างอึงคะนึงในเวลานั้น

……….
รวมเรื่องสั้น เรื่องผมเล่า ของ จำลอง ฝั่งชลจิตร หนึ่งในหมุดหมายสำคัญของนักเขียนผู้นี้
……….

2.3 ณ ที่ซึ่งกิจกรรมของแบ็คทีเรียต่ำ (Short Story Featuring) เป็นเรื่องสั้นที่เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2557 พิมพ์ในรวมเรื่องสั้น เรื่อง.ผม.เล่า เมื่อปี 2558 เรื่องสั้นนี้เป็นการเล่าเรื่องโดยอาศัยการ featuring ซึ่งเป็นกลวิธีที่วงการเพลงต่างประเทศนิยมกันในปัจจุบัน นั่นคือนำนักร้องหลายคนมาร่วมร้องเพลงเดียวกัน โดยคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นแขกรับเชิญร้องร่วมกับนักร้องที่เป็นเจ้าของเพลงหรือเจ้าของอัลบั้ม ในวงการนักเขียนก็ปรากฏอยู่บ้าง เช่น นักเขียนรุ่นใหญ่อย่าง ทอม เคลนซี, โรเบิร์ต ลัดลั่ม, เฟเดอริก ฟอไซธ์ เขียนนวินยายร่วมกับนักเขียนรุ่นใหม่ ด้วยวัตถุประสงค์ทางการตลาด หรืออาศัยชื่อบารมีและชื่อเสียงคนเก่าผลักดันคนใหม่ก็แล้วแต่ ซึ่งจำลอง ฝั่งชลจิตร ได้หยิบยืมเทคนิคดังกล่าวมาใช้ โดย “ผม” ในเรื่องซึ่งเป็นนักเขียนอยากทดลองวิธีการเขียนใหม่ ที่เรียกว่า featuring จึงชวนนักเขียนรุ่นใหม่มาร่วมเขียนเรื่องสั้นด้วย โดยติดต่อสื่อสารกันผ่านกล่องข้อความในเฟซบุ๊ค เหตุการณ์ในเรื่องสั้นดำเนินไปตั้งแต่ต้นจนจบโดยที่นักเขียนสองคนไม่ได้ “เขียน” เรื่องสั้นร่วมกันจริงๆ เลย เพียงแค่ได้สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (ซึ่งก็คือประเด็นและความคิดที่จำลอง ฝั่งชลจิตร ต้องการนำเสนอ) ผ่านกล่องข้อความในเฟซบุ๊ค นั่นเอง นี่คือการพัฒนากลวิธีเล่าเรื่องใหม่ๆ ที่จำลอง ฝั่งชลจิตร ไม่เคยหยุดนิ่ง ดังนั้น เรื่องสั้นของเขาจึง “ก้าวล้ำนำหน้าตัวเอง” อยู่เสมอ

หมุดหมายทั้ง 3 หมุดของ จำลอง ฝั่งชลจิตร ที่ยกมาข้างต้นนั้น ได้ก่อตัวและหลอมรวมกันเป็นเรื่องสั้นแบบจำลอง จนปรากฎอย่างกลมกลืนในรวมเรื่องสั้น เมืองบ้านผม และแน่นอนว่า ในรวมเรื่องชั้นชุดนี้ จำลอง ฝั่งชลจิตร ก็มีวิธีการเล่าเรื่องที่ก้าวล้ำนำหน้าตัวเอง ซึ่งจะได้ยกมาพิเคราะห์ พิจารณา วิแคะแกะเกา ต่อไป.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *