หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

นิทานก้อม เดอะซีรี่ย์ (2) กรณีศึกษาเรื่อง “ดาวเสด็จ”

นิทานก้อมเรื่อง ดาวเสด็จ เป็นนิทานก้อมยอดนิยมเรื่องหนึ่งของบ้านโคกก่องเมื่อสมัยผมเป็นเด็ก พวกผู้ใหญ่มักชอบเล่าเรื่องนี้กันเสมอ พวกเราเด็กน้อยก็ชอบฟังทั้งๆ ที่จำได้ขึ้นใจแล้ว ซ้ำยังนำไปเล่าให้กันฟังในโอกาสต่างๆ ด้วย แต่เมื่อตำค่ำมืดตืดตาเมื่อใด พวกเราก็พากันเดินหาฟังนิทานก้อมกันอยู่ไม่ขาด เอ่ยปากขอฟังเรื่องดาวเสด็จจากวงใดก็ไม่ผิดหวัง พวกผู้ใหญ่ที่เล่านิทานเรื่องนี้แต่ละคนก็ “ใส่” กันเต็มที่ พวกผู้ฟังฮากันเสียงดัง

เมื่อผมโตขึ้นมีโอกาสเล่านิทานให้เด็กๆ ฟัง แต่ไม่ได้เล่าในวงแบบที่เคยฟังตอนเป็นเด็ก เพราะบรรยากาศการเล่านิทานแบบนั้นไม่มีแล้ว ผมเองก็ออกจากบ้านโคกก่องมาตั้งแต่เรียนจบชั้นประถมปีที่ 4 จากนั้นก็ไม่ได้กลับไปอยู่ที่นั่นอีกเลย การเล่านิทานของผมก็เล่าให้เด็กๆ ฟังตอนทำกิจกรรมเมื่อครั้งยังเรียนหนังสือ ส่วนมากแล้วเป็นกิจกรรมออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท ซึ่งส่วนมากจะได้ไปในพื้นที่ภาคอีสาน จึงมีโอกาสเล่านิทานหลอกเด็กให้ติดตามเป็นลูกสมุน นิทานที่ใช้ทำมาหากินก็มีอยู่สองเรื่องหลัก คือ ผีกองกอย กับ ดาวเสด็จ

เรื่อง ดาวเสด็จ ออกไปทางเรตอาร์เกือบถึงเรตเอ๊กซ์ ถ้าเป็นหนังก็คงอายุ 18+ จึงจะดูได้ แต่เมื่อเป็นนิทานก้อมก็ฟังได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะวัยเด็กชอบฟังเป็นพิเศษ (ฮา) คือจริงๆ แล้วนิทานก้อมไม่ว่าเรตไหนก็เป็นเรื่องเล่าให้เด็กฟังทั้งนั้นแหละ เด็กวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า ต้องเรียนรู้เรื่องผู้ใหญ่ไว้ตั้งแต่เป็นเด็ก (ฮา อีก)

เนื้อเรื่องมีอยู่ว่า …หนุ่มสาวคู่หนึ่งรักชอบพอกันแต่พ่อฝ่ายสาวไม่ชอบผู้ชาย เหตุผลใดนิทานไม่ได้บอกไว้ หนุ่มสาวรักกันมากจนไม่อาจพรากจากกัน เอาควายบักเลมาลากก็ไม่ไป ว่าอย่างนั้น วันหนึ่ง ทั้งสองนัดแนะไปลักลอบทำอะไรกัน ก็คือทำอย่างว่านั่นแหละ คนแต่งนิทานก็เหลือเกิน ให้เขานัดกันที่ไหนก็ไม่นัด แต่ให้นัดกันที่วงข้าวแลงของบ้านฝ่ายหญิง อ้าว แล้วจะทำกันอย่างไรล่ะ ก็ทำกันอย่างนี้ ล้อมวงเข้ามา จะเล่าให้ฟัง!

ผู้สาวนัดแนะกับผู้บ่าวว่า ตอนกินข้าวแลงเธอจะนั่งตรงช่องกระดานเรือน สมัยโน้นคือสมัยที่แต่งนิทานนี้นั่นแหละ ผู้หญิงยังนุ่งผ้าถุง เธอก็จะนั่งตรงช่องกระดาน ให้ร่องสำคัญของเธอตรงกับช่องกระดานพอดี ส่วนเจ้าหนุ่มก็ชวนเพื่อนมาเป็นผู้ช่วยสองคน มาที่ใต้ถุนเรือนตรงช่องกระดานที่ผู้สาวนั่งรออยู่ ให้เพื่อนช่วยยกตัวเองดันขึ้นติดไม้กระดาน ตัวเองก็จะเอาอาวุธประจำกายใส่เข้าไปในร่องวิเศษของหญิงสาว ว่าอย่างนั้น

ลองจินตนาการนะครับว่าจะทุลักทุเลขนาดไหน คนแต่งนิทานนี่ช่างสร้างสรรค์ฉากละครจริงๆ

ผู้บ่าวบอกเพื่อนที่ยกดันตัวเองว่า “ถ้ากูดิ้นให้พวกมึงดันกูขึ้นไปแรงเด้อ” เพื่อนก็รับปาก

ทีนี้ ฝ่ายผู้สาวนั่งกินข้าวอยู่ ปากบนเธอก็กินข้าวไป ปากล่างก็กินของแซบอีกอย่างไป ทีนี้ การที่ผู้บ่าวสอดอาวุธผ่านร่องกระดานขึ้นมาก็ไม่ถนัด สัมผัสกันได้ไม่เต็มที่ สาวเจ้าก็พูดขึ้นว่า “เข่าหน่อย” คือหมายความว่าอาวุธของผู้บ่าวเข้าร่องวิเศษมาได้นิดเดียว เธอตั้งใจบอกยอดชู้ใต้ถุนเรือนให้รู้

แต่พ่อของเธอได้ยินคำว่า “เข่าหน่อย” ก็เข้าใจว่า ข้าวเหนียวในก่องข้าวน้อยของลูกสาวจะหมด ลูกคงขอข้าวเพิ่มจึงจกข้าวเหนียวจากก่องข้าวใหญ่ของตัวเองใส่ก่องข้าวน้อยของลูก สักพักลูกก็พูด “เข่าหน่อย” อีกครั้ง พ่อก็จกข้าวเหนียวให้อีก แล้วลูกสาวก็พูดอีก พ่อก็จกให้อีก พอลูกสาวพูดอีก พ่อก็รู้สึกโมโห มึงจะเข่าหน่อยๆ จังใด กูจกให้เต็มก่องแล้ว พ่อก็เลยผลักลูกสาวด้วยความโมโห ลูกสาวกระเด็นออกจากที่นั่ง ปรากฏว่า พ่อผู้สาวเห็นของประหลาดโผล่พ้นช่องกระดานขึ้นมาตรงที่ลูกสาวเคยนั่งอยู่ จึงสงสัย หยิบกะบอง (กะบองทำจากขอนผุผสมน้ำมันยางห่อด้วยใบตองชาติเป็นท่อนยาวประมาณคืบ จุดไฟให้แสงสว่าง) ยกขึ้นส่องดูด้วยความสงสัย พึมพำว่า แม่นหยังน้อนี่ ว่าแม่นงูเห่ากะบ่แม่น ว่าแม่งูซวงกะบ่แม่น (งูซวงนี่เป็นยังไงก็ไม่ทราบ) เคาะขี้กะบองใส่มันเบิ่งก่อนนา ว่าแล้วพ่อผู้สาวก็เคาะขี้กะบองที่มีไฟแดงใส่ตัวประหลาดดังกล่าว

เมื่อโดนไฟก็ร้อนสิครับ ผู้บ่าวก็ดิ้น แต่ยิ่งดิ้นเพื่อนก็ยิ่งดันขึ้นติดพื้นกระดาน เพราะตกลงกันไว้แล้วว่าถ้าดิ้นให้ดัน ผู้บ่าวดวงซวยดิ้นจนหลุด ไฟกะบองติดตามอาวุธสำคัญก็ยังไม่ดับ แดงโร่อยู่อย่างนั้น ผู้บ่าวดิ้นหลุดแล้วก็วิ้งหนีจากใต้ถุนเรือนผู้สาว โดยมีไฟจากขี้กะบองติดตัวไปด้วย เมื่อวิ่งไปถึงรั้วบ้านก็กระโดดข้ามรั้ว ไฟที่ติดอาวุธอยู่นั้นแดงวาบข้ามรั้วไปด้วย ลองจินตนาการดูนะครับ ว่าจะเป็นอย่างไร ไอ้หนุ่มนี่คงพลังช้าง กระโดดข้ามรั้วสูงๆ ได้ ราวกับบินไป

บังเอิญเหลือเกิน มีแม่ใหญ่คนหนึ่งนั่งขี้อยู่ในป่ากล้วยซึ่งเป็นที่ของแกอยู่อีกฟากหนึ่งของรั้ว ตรงใกล้ๆ กับผู้บ่าวพลังช้างกระโดดข้ามรั้วมาพอดี แกเห็นไฟแดงโร่สว่างวาบข้ามหัวไปก็เข้าใจว่าดาวเสด็จ (ดาวตก) แกจึงยกมือพนมท่วมหัว อธิษฐาน แล้วพูดว่า “โอ้ สาธุ ดาวเสด็จ!” (จบเรื่องตรงฉากนี้พร้อมกับเสียงฮาของผู้ฟัง)

นิทานก้อมเรื่องดาวเสด็จนี้ ถ้าผู้เล่ามีฝีมือ ออกท่าออกทาง ดัดเสียง เติมแต่งคำพูดอันเป็นรายละเอียดปลีกย่อยได้ถึงขนาดแล้ว ผู้ฟังจะสนุกสนานเป็นที่ยิ่ง ฟังที่รอบก็ไม่เบื่อ จึงเป็นหนึ่งในนิทานก้อมยอดนิยมของบ้านโคกก่องเมื่อครั้งกระโน้นนานมา

ทีนี้เรามาดูกันว่า นิทานก้อมเรื่องนี้บอกอะไรบ้าง

อย่างแรก บอกว่า สังคมยุคนิทานก้อมนี้เป็นสังคมแบบปิตาธิปไตย หรือสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ พ่อเป็นผู้นำ ฝรั่งเขาเรียกว่า Patriarchy จะเห็นได้ว่า มูลเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องราวอันตื่นเต้นนี้เนื่องจากพ่อของผู้สาวมีอำนาจบงการทุกอย่างแม้กระทั่งการเลือกคู่ครองของลูกสาวนั่นเอง

อย่างที่สอง บอกเราว่า เรื่องเพศนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของมนุษย์ สะท้อนผ่านนิทานก้อมมากมายหลายลักษณะ แม้จะมีระเบียบแบบแผนประเพณีกำหนดไว้ ก็เป็นไปอย่างหลวมๆ เมื่อคนถึงวัยเจริญพันธุ์ก็ย่อมมีเพศสัมพันธ์โดยทางใดทางหนึ่ง นี่ถือเป็นการถ่ายทอดความรู้เรื่องเพศให้แก่คนรุ่นต่อๆ ไปวิธีหนึ่งได้เช่นกัน ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างพิสดารในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะผู้แต่งนิทานต้องการสร้างความตื่นเต้น สนุกสนาน รวมทั้งต้องการ “ตีแสกหน้า” พ่อผู้หวงลูกสาว ชนิดให้ผู้บ่าวล้วงคองูเห่างูจงอางถึงรังเลยก็เป็นได้

อีกอย่างหนึ่ง ที่นิทานบอกไว้ก็คือ วิถีชีวิต ความคิด ความเชื่อของผู้คนในสมัยนิทานนี้ เช่น การนั่งล้อมวงกินข้าวอย่างพร้อมเพรียงกันในครอบครัว การถ่ายทุกข์ในรั้วในสวนของตัวเอง ความเชื่อเรื่องการอธิฐานขอพรจากดาวตก หรือดาวเสด็จ หากเป็นสมัยปัจจุบันก็อาจตีวิถีเคลื่อนที่ของดาวเสด็จเป็นเลขท้ายสองตัวหรือสามตัวก็เป็นได้

นี่แหละครับคือเอกลักษณ์ของนิทานก้อม คือให้ความสนุกสนานแฝงสาระครบถ้วน เรื่องความสนุกสนานนั้นคนฟังทุกคนได้รับเท่าเทียมกัน ส่วนสาระนั้นก็สุดแท้แต่ใครจะรู้จะหยิบฉวยไปได้มากน้อยตามแต่ปัญญาของใครของมัน

อ่าน นิทานก้อมเดอะซีรี่ย์ ตอนแรก คลิกทีนี่

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *