หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

เมือง บ้าน ผม : รวมเรื่องสั้นดีที่สุดที่ได้อ่านในปี 2560 (ตอนที่ 2)

3. เมือง : การก้าวล้ำนำหน้าของ จำลอง ฝั่งชลจิตร

รวมเรื่องสั้น เมือง บ้าน ผม ภาคแรกชื่อว่า เมือง ประกอบด้วย 4 เรื่อง คือ เคว้งคว้างกลางนาคร(สตูดิโอสยาสแควร์) เขียนเมื่อปี พ.ศ.2551 เคว้งคว้างกลางนาคร(โลกกลับด้าน) เขียนเมื่อปี พ.ศ.2552 เคว้งคว้างกลางนาคร(ดราม่าคาเฟ่) เขียนเมื่อปี พ.ศ.2559 และ ฝนตกที่ชินจูกุ เขียนเมื่อปี พ.ศ.2558 การจัดหมวดหมู่ในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ ยึดเอาสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ใกล้เคียงกันให้อยู่ด้วยกัน โดยสถานที่ในภาคเมืองประกอบด้วยกรุงเทพฯ และ โตเกียว (ที่จริงแล้วเรื่อง ฝนตกที่ชินจูกุ ฉากแท้จริงของเรื่องเกิดที่นครศรีธรรมราช แต่เขียนถึงย่านชินจูกุในกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น จึงอนุโลมให้สถานที่เกิดเหตุเป็นโตเกียว)

เคว้งคว้างกลางนาคร(สตูดิโอสยามสแควร์) : เป็นเรื่องของ “ชายวัยกลาง” จากต่างจังหวัดนัดพบนักศึกษาสาวที่สยามสแควร์ เขาไปถึงก่อนเวลานัด สยามสแควร์เป้นที่ที่เขาคุ้นเคยสมัยหนุ่ม แต่เมื่อมาที่นี่ในวัยกลางคน สยามสแควร์เปลี่ยนไปจนจำแทบไม่ได้ ที่ร้ายกว่านั้นคือเข้าพลัดหลงเข้าไปในดินแดนประหลาด เป็นตลาดขายของแปลมหัศจรรย์ที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน และยังได้พบหนูสาวที่มอบตัวโน้ตดนตรีที่คนทำตกหล่นไว้ให้เขาด้วย

เคว้งคว้างกลางนาคร(โลกกลับด้าน) : เรื่องของ “ชายวัยกลาง” นั่งรถไฟฟ้าที่สถานีสยามสแควร์กับนักเรียนสาววัยคราวลูกคนหนึ่ง รถไฟฟ้าทั้งขบวนมีเพียงสองคนเท่านั้น ทั้งสองสนทนากันถึงเรื่องราวต่างๆ ในขณะที่รถไฟฟ้าแล่นไปเรื่อยๆ โดยไม่จอดเป็นเวลานาน ทั้งสองจึงสังเกตเห็นว่ารถไฟฟ้าพาวิ่งไปผิดทาง แต่แล้วก็จอดที่สถานีแห่งหนึ่งซึ่งแวดล้อมด้วยตึกสูง อาคารรูปทรงแปลกตา สถานที่คล้ายโรงละคร ทั้งสองออกจากขบวนรถไฟฟ้าประหลาดเข้าไปอยู่ในฝูงชนที่กำลังเดินทางกลับบ้านอันเป็นสภาพปกติที่คุ้นเคยแล้วแยกย้ายกันไปตามทางของใครของมัน

เคว้งคว้างกลางนาคร(ดราม่าคาเฟ่) : เรื่องของ “สวรรค์” ชายวัยกลางคนจากบ้านนอกที่เข้ามาทำธุระในกรุงเทพฯ เมื่อวัยหนุ่มเขาเคยทำงานที่กรุงเทพฯ มีความก้าวหน้าทางอาชีพการงาน และมีความสามารถพิเศษคือการอ่าริมฝีปากคนได้ รู้ว่าใครพูดอะไรโดยไม่ต้องได้ยิน เพียงแต่เห็นริมฝีปากขณะคนพูดเท่านั้น เขาเผลอใช้ความสามารถนี้ในทางที่ผิดจึงมีอันต้องออกจากงานแล้วไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด เมื่อกลับมาคราวนี้กรุงเทพฯเปลี่ยนไปมาก การใช้ชีวิตของผู้คนก็เปลี่ยนไปจากเดิม มีเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านโทรศัพท์มือถือโดยเฉพาะ “ไอโฟน” ที่ส่งภาพส่งข้อความผ่านอินเทอร์เน็ตได้ ทำให้เขาอยากรู้ ได้คุยกับชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้โทรศัพท์ไอโฟนบนรถโดยสาร เขาถูกแอบถ่ายรูปโพสต์ในเฟซบุ๊ค ดดยผู้โพสต์กล่าวหาเขาในทางเสียหาย จนมีคนแชร์และแสดงความเห็นไปมากมาย เขาลงจากรถโดยไม่รู้ตัว เข้าไปหาอาหารค่ำกินในคาเฟ่แห่งหนึ่ง คนในคาเฟ่ต่างจับจ้องเขาเพราะรู้จากเฟซบุ๊ค เขาถูกต่อว่าต่างๆ นานา อันเนื่องมาจากโพสต์ในเฟซบุ๊ค เขาใช้ความสามารถในการอ่านริมฝีปากช่วยตัวเองไว้ได้ ทั้งยังเปิดโปงพวกที่ด่าว่าเขาในร้านเพื่อปกป้องตนเอง

ฝนตกที่ชินจูกุ : เรื่องของ “ผม” นักเขียนคนหนึ่งอ่านต้นฉบับเรื่องสั้นของตัวเองที่ยังเขียนไม่จบในร้านกาแฟที่นครศรีธรรมราช เพื่อทบทวนแก้ไขและตั้งใจจะเขียนต่อให้จบ ในเรื่องสั้นที่เขาเขียนนั้นเขาเล่าเรื่องลูกสาวทำรายงานเกี่ยวกับประเทศญี่ปุ่นแล้วให้เขาช่วยอ่านและให้คำแนะนำด้วย เขาจิบกาแฟสลับการอ่านต้นฉบับเรื่องสั้นที่เขียนไว้จนหมด จากนั้นเขาจึงคิดทบทวนเรื่องราวเมื่อครั้งที่ตัวเองไปเยือนย่านชินจูกุ ซึ่งในครั้งนั้นเขาเดินทางไปในฐานะแขกรับเชิญของคณะดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินที่โยโกฮาม่าซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทันสมัยที่สุดผลิตไฟฟ้าป้อนให้แก่เมืองโยดกฮาม่ากับเมืองโตเกียว เขาทบทวนเพื่อหาทางเขียนเรื่องสั้นให้จบซึ่งในที่สุดก็ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเรื่องสั้นว่าจบเรื่องอย่างไร

……….
จำลอง ฝั่งชลจิตร กับหนังสือรวมเรื่องสั้น เมืองบ้านผม ภาพจากเฟซบุ๊ค จำลอง ฝั่งชลจิตร เมื่อ 8 พฤษภาคม 2561
……….

เรื่องสั้นทั้ง 4 เรื่องผมคิดว่า จำลอง ฝั่งชลจิตร ตั้งใจทดลองวิธีการเขียนเรื่องสั้นใหม่ๆ เพื่อหลีกหนีจากวิธีการเขียนเรื่องสั้นสูตรสำเร็จที่มีโครงเรื่องชัดเจน มีสร้างปมปัญหา คลายปมปัญหา มีความขัดแย้งของตัวละครหรือเหตุการณ์เป็นเครื่องมือในการดำเนินเรื่อง มีแก่นความคิดเดียว ตัวละครจำกัดให้น้อยที่สุด แต่เรื่องสั้นทั้ง 4 เรื่อง (อันที่จริงแล้วก็แทบจะทั้งเล่ม) ต่างจากสูตรที่กล่าวมาเกือบจะสิ้นเชิง นั่นคือ เป็นเรื่องสั้นที่เรียกได้ว่าไม่มีโครงเรื่อง ไม่ผูกปม คลายปม สร้างความขัดแย้ง หรือสร้างเหตุการณ์ขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนเรื่องราวให้เป็นไปตามที่ผู้เขียนต้องการ เรื่องราวทั้งหลายที่เกิดขึ้นในเรื่องสั้นดังกล่าวนี้ เหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและดำเนินไปเอง ผู้เขียนพาผู้อ่านตามไปดูโดยไม่ได้ทำอะไรเลย เหมือนกำลังดูภาพยนตร์อย่างที่ผมบอกไว้ในเรื่อง สุภาพบุรุษไฟแช็ก แต่ในเรื่องสุภาพบุรุษไฟแช็กแม้จะดูเหมือนว่ากำลังดูเรื่องราวผ่านกล้อง หรือดูหนังสารคดีแต่ก็มีช่างภาพหรือผู้กำกับคอยพากย์สดให้ฟังด้วย ส่วนในเรื่องสั้นภาคเมือง 3 เรื่องแรกในภาคเมืองนี้ ผู้เขียนพาผู้อ่านตามไปดูเรื่องราวทั้งหลายทั้งปวงในฐานะผู้สังเกตการณ์หรือผู้ชมในสถานที่จริง ไม่มีช่างภาพหรือผู้กำกับคอยพากย์สดให้ฟัง แสง สี เสียง กลิ่น รส ที่ปรากฏในเรื่องเกิดขึ้นตามยถากรรมของมัน เราได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดในสถานที่เกิดเหตุการณ์จริง แต่เราไม่มีได้มีส่วนร่วมในเหตุการณ์นั้นเลย หมายความว่าอย่างไร หมายความว่า จำลอง ฝั่งชลจิตร สามารถเขียนเรื่องสั้นให้เราอ่านโดยที่เราไม่รู้สึกเลยว่า นี่คือเรื่องสั้น เราไม่ได้กำลังอ่านเรื่องสั้น แต่เรากำลังตามดูเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว จนเมื่ออ่านจบเรื่องนั่นแหละ เราจึงได้สติว่าแท้จริงแล้วเราอ่านเรื่องสั้นของ จำลอง ฝั่งชลจิตร ซึ่งวิธีการเขียนเรื่องสั้นของ จำลอง ฝั่งชลจิตร ที่กล่าวมานี้ จะเรียกว่าแนวโพสต์โมเดิร์นหรือ แนวทดลอง หรืออะไรก็ตาม นับว่าเขาทำสำเร็จ

สิ่งหนึ่งที่ตองกล่าวถึงโดยไม่อาจละเว้นเพราะเป็นเรื่องสำคัญ นั่นคือ เรื่องสั้น 3 เรื่อง คือ เคว้งคว้างกลางนาคร(สตูดิโอสยาสแควร์) ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2551 เคว้งคว้างกลางนาคร(โลกกลับด้าน) เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2552 และ เคว้งคว้างกลางนาคร(ดราม่าคาเฟ่) เขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2559 ทั้งสามเรื่องที่เขียนต่างกรรมต่างวาระนี้แท้จริงแล้วคือเรื่องเดียวกัน ตัวละครที่เป็นแกนกลางของเรื่องคือตัวละครเดียวกัน เวลาและเหตุการณ์ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน เมื่ออ่านทีละเรื่องจะเห็นได้ว่าเรื่องสั้นแต่ละเรื่องต่างเป็นเอกเทศ แต่เมื่อนำมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันกลับสามารถเชื่อมประสานเป็นเนื้อเดียวกันอย่างกลมกลืนโดยไม่ต้องดัดแปลงแก้ไขแต่อย่างใด

การเขียนเรื่องสั้น 3 เรื่องในต่างกรรมต่างวาระโดยใช้เหตุการณ์ สถานที่ เวลา และตัวละครเดียวกัน ให้แต่ละเรื่องเป็นเอกเทศ จบในตัว แต่สามารถนำมารวมเป็นเรื่องเดียวกันได้ด้วย นี่นับว่าเป็นความกล้าหาญของจำลอง ฝั่งชลจิตร เข้ากล้าทิ้งช่วงเวลาแต่ละเรื่องห่างกันเป็นปีและหลายปีแล้วจึงเขียน นี่ย่อมเป็นความตั้งใจไม่ใช่ความบังเอิญ หากไม่มีความกล้าคงไม่เขียนเรื่องสั้นเรื่องเดียวกันแบ่งเป็นสามส่วนโดยเขียนต่างกรรมต่างวาระด้วยภาษาและอารมณ์กลมกลืนแนบเนียน นอกจากความกล้าแล้วยังต้องมีความเก่งหรือมีฝีมือจึงสามารถทำเช่นนั้นได้

เรื่อง ฝนตกที่ชินจูกุ จำลอง ฝั่งชลจิตร ได้สำแดงฝีมือการเล่าเรื่องอย่างจัดเจน เขาเล่าเรื่องผ่านบุรุษที่หนึ่งคือ “ผม” ซึ่งเป็นนักเขียนคนหนึ่งนั่งดื่มกาแฟในร้านกาแฟที่ตัวเมืองนครศรีธรรมราช พร้อมทั้งอ่านเรื่องสั้นที่เขียนยังไม่จบชื่อเรื่อง “ฝนตกที่ชินจูกุ” เพื่อแก้ไขขัดเกลาและเขียนให้จบ โดยเรื่องสั้นที่นักเขียนคนนั้นหรือ “ผม” เขียนค้างไว้เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับรายงานของลูกสาวที่ทำรายงานส่งอาจารย์เพื่อจบการศึกษาแล้ววานให้พ่อซึ่งคือ “ผม” อ่านและให้ช่วยแนะนำแก้ไขเพราะเห็นว่าพ่อเคยไปญี่ปุ่นสองครั้ง “ผม” ในเรื่อง อ่านเรื่องสั้นที่เขียนถึงรายงานของลูกจนหมดที่เขียนไว้แล้วจึงคิดทบทวนเรื่องราวที่ตนเคยไปญี่ปุ่นกับคณะดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ทันสมัยที่สุดในโยดกฮาม่าซึ่งป้อนกระแสไฟฟ้าแก่โยโกฮาม่าและโตเกียว และการไปดูงานครั้งนั้นก็ทำให้เขาได้ไปเยือนย่านชินจูกุด้วย ได้เจอเหตุการณ์ฝนตกที่ชินจูกุ เห็นปฏิริยาของคนญี่ปุ่นเมื่อเจอฝนตก และเขาก้ได้ข้อสรุปในที่สุดว่าจะจบเรื่องสั้นชื่อ “ฝนตกที่ชินจูกุ” ที่เขียนเล่าเรื่องรายงานของลูกอย่างไร จะเกี่ยวข้องกับเนื้อหารายงานของลูกหรือไม่เขาก้ไม่ได้เฉลยชัดแจ้ง
ที่ผมบอกว่าเรื่องสั้น ฝนตกที่ชินจูกุ เป็นการสำแดงฝีมือเล่าเรื่องอันจัดเจนของจำลอง ฝั่งชลจิตร ก็เพราะว่า เรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องซ้อนกันสามชั้น นั่นคือ จำลอง ฝั่งชลจิตร เล่าเรื่องการเขียนเรื่องสั้น “ฝนตกที่ชินจูกุ” ของเขา “ผม” หรือนักเขียนในเรื่องสั้นของจำลองก็เล่าเรื่องการเขียนเรื่องสั้นชื่อ “ฝนตกที่ชินกูจุ” ของเขา พร้อมทั้งเล่าเรื่องที่ตัวเองไปเที่ยวย่านชินจูกุไปด้วย แต่สรุปแล้วก็คือ จำลอง ฝั่งชลจิตร กำลังเล่าเรื่องของเขาเองผ่านตัวละคร “ผม” ซึ่งเป็นนักเขียนในเรื่อง โดยให้ “ผม” เล่าเรื่องที่จำลองต้องการเล่าไปจนจบ วิธีนี้ทำให้ผู้อ่านไม่รู้สึกว่าจำลองฝั่งชลจิตร เล่าเรื่องตัวเอง ทั้งๆ ที่เรื่องทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลูกสาวทำรายงานส่งอาจารย์ การไปกับคณะดูงานโรงไฟฟ้าถ่านหิน การไปเที่ยวชินจูกุซึ่งได้ทำอะไรต่อมิอะไร รวมทั้งเห็นปฏิกิริยาคนญี่ปุ่นตอนฝนตกแล้วประทับใจจนนำมาตั้งเป็นชื่อเรื่องสั้น ก็คือตัว จำลอง ฝั่งชลจิตร นั่นเอง ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ก็คือ จำลอง ฝั่งชลจิตร เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเรื่องสั้นโดยที่ผู้อ่านไม่รู้หรือไม่รู้สึกเลยว่าเป็นตัวเขาและเป็นเรื่องราวของเขา การที่ทำเช่นนี้ได้ย่อมมีความเจนจัดในการเล่าเรื่องอย่างถึงที่สุด อาจมีใครสักคนมีคำถามว่า รู้ได้อย่างไรว่าเป็นเรื่องของจำลอง ฝั่งชลจิตร คำตอบก็คือ หากคนที่อยู่ใกล้ชิดหรือติดตามความเคลื่อนไหวของเขาก็จะไม่มีคำถามนี้

ผมว่านี่คือความก้าวล้ำนำหน้าของจำลอง ฝั่งชลจิตร ในเรื่องรูปแบบ เทคนิค กลวิธีการเขียนที่ผ่านการคิด การทดสอบ ทดลอง อย่างไม่หยุดยั้ง ความก้าวล้ำนำหน้านี้ไม่ใช่ก้าวล้ำนำหน้าใคร หากแต่ก้าวล้ำนำหน้าตาตัวเอง ไม่ยึดติดกับรูปแบบหรือวิธีการเดิมๆ แต่แสวงหาวิธีการใหม่ๆ และใจถึงที่จะการทดสอบทดลอง จึงสร้างสรรค์ผลงานที่เรียกว่า “เรื่องสั้นแบบจำลอง” ขึ้นมา

นี่ยังไม่นับเรื่องประเด็น ความคิด และเนื้อหา ซึ่งจะได้วิเคราะห์เจาะลึกและวิแคะแกะเกาในครั้งต่อๆไป.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *