หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

วรรณกรรมจะอ่านง่ายหรืออ่านยากก็ย่อมมีเหตุผลที่มันเกิดขึ้นและคงอยู่

ผมตั้งใจจะเขียนประเด็นนี้นานมาแล้ว ด้วยได้อ่านความเห็นของเพื่อนพ้องน้องพี่ในเฟซบุ๊คอยู่เสมอๆ ว่า มีเรื่องสั้น นิยาย บทกวีจำนวนมากอ่านไม่รู้เรื่อง โดยเฉพาะพวกที่ได้รับรางวัลต่างๆ นั้น ส่วนมากจะอ่านยากจนเลิกอ่าน ซึ่งน้ำหนักของความเห็นตีได้หลายระดับ มีตั้งแต่หมายความตามที่พูด ไปจนถึง ประชด เยาะเย้ย ถากถาง หมิ่นแคลน ไม่ให้ค่า ตามแต่ระดับอารมณ์ของผู้แสดงความเห็นในต่างกรรมต่างวาระกัน

ผมคิดว่าเข้าใจอารมณ์ของผู้แสดงความคิดเห็น ที่อาจหงุดหงิดรำคาญเมื่อได้อ่านงานเขียนที่ตนรู้สึกว่าอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าผู้เขียนต้องการสื่ออะไร อาจเรื่องถ้อยคำภาษา หรือประเด็นของเรื่อง หรือทั้งส่วนผสมกัน โดยเฉพาะงานที่ได้รับรางวัล ดังนั้น บางคนจึงมีน้ำเสียงประชดว่า คงรู้เรื่องเฉพาะคนเขียนกับหมู่กรรมการ ถ้าอยากได้รางวัลก็เขียนให้คนอ่านไม่รู้เรื่องเข้าไว้ เดี๋ยวกรรมการอ่านแล้วรู้เรื่องก็ให้รางวัลเอง เป็นต้น

ในฐานะที่ผมเป็นคนเคยเขียนงานวรรณกรรมเล็กๆ น้อยๆ เป็นกรรมการตัดสินรางวัลวรรณกรรมนิดๆ หน่อยๆ และเป็นคนอ่านหนังสือมาพอสมควรแก่อัตภาพก็อยากเขียนถึงเรื่องนี้ ไม่ได้จะแก้ตัวแทนนักเขียน กรรมรางวัลวรรณกรรม หรือไขความข้องใจคนอ่าน แต่อยากบอกเล่าตามความเข้าใจของตัวเอง ว่าทำไม จึงมีหนังสือ (วรรณกรรม) ที่ทั้งอ่านยากและอ่านง่ายในโลกนี้

แต่ก่อนอื่นต้องขอทำความเข้าใจว่า หนังสืออ่านยากหรืออ่านง่ายในทีนี้ ให้เข้าใจว่า ไม่ได้อยู่ที่เงื่อนไขว่านักเขียนเขียนเป็นหรือไม่เป็นภาษา เพราะหนังสือที่ผ่านการตีพิมพ์แล้วหรือผ่านการตัดสินของคณะกรรมการทางวรรณกรรมย่อมผ่านเลยระดับที่จะมาถกเถียงกันว่า นักเขียนเขียนเป็นหรือไม่เป็นภาษา ซึ่ง พิสิฐ ภูศรี เรียกว่าเป็น “งานระดับธุรการ” (ผมอาจอ้างคำพูดของ พิสิฐ ภูศรีบ่อย ในกาลข้างหน้า เพราะผมคิดว่าเขาเป็นผู้ออกความเห็นเกี่ยวกับ “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” ในวงวรรณกรรมที่ “ได้เรื่อง” มากคนหนึ่งในสามโลก) ถ้างานระดับธุรการไม่ผ่านก็ไม่ต้องเรียกคนนั้นว่านักเขียน (ถ้าผ่านการตีพิมพ์ทั้งๆ ที่เขียนไม่เป็นภาษาก็ไม่ต้องเรียกบรรณาธิการผู้ให้ผ่านว่าเป็นบรรณาธิการด้วย) ดังนั้น งานที่จะนำมาพูดถึงจึงเป็นงานของนักเขียนจริง ไม่ใช่นักเรียนฝึกหัดภาษา

……….
วรรณกรรมทุกประเภท ทุกแขนง ทุกแนว ย่อมมีเหตุผลในการเกิดขึ้นและคงอยู่ และต่างก็มีคุณค่าในแบบของตน
……….

วรรณกรรมนั้นมีชนิด สกุล แขนง หรือแนว ดังเดียวกับงานศิลปะประเภทอื่นๆ เช่น จิตรกรรมก็มีหลายประเภท สกุล แขนง หรือแนว แล้วแต่จะเรียก ในที่นี้ขอเรียกว่าแนวก็แล้วกัน เช่น แนวสมจริง (realism) แนวเหนือจริง (surrealism) แนวนามธรรม (abstract) เป็นต้น ส่วนวรรณกรรมก็มากมายหลายแนว เช่น แนวเหนือจริง (surrealism) แนวสัจนิยม (realism) แนวสัจนิยมมหัศจรรย์ (magical realism) แนวพาฝัน (romance) แนวผจญภัย (adventure) แนวสืบสวนสอบสวน (investigation) เป็นต้น แต่ละแนวก็มีแก่น โครงเรื่อง กลวิธีการเขียน สำนวนภาษาที่ใช้ แตกต่างกัน รวมเรียกว่า “ศิลปะการเขียน” หรือ “ศิลปะการประพันธ์” ซึ่งเป็นเครื่องมือในการสร้างสรรค์วรรณกรรม

การทำงานศิลปะนั้น ไม่ว่าประเภทใดหากเป็นงานที่ได้ชื่อว่าเป็น “ศิลปะ” งานนั้นย่อมเกิดจาก “การสร้างสรรค์” (creation) การสร้างสรรค์คือนำหลายสิ่งหลายอย่างที่เป็นวัตถุดิบมาหล่อหลอม ผสมผสาน ประกอบส่วนกันให้พอเหมาะจนกลายเป็นผลงานที่ดีตามมาตรฐานของงานนั้นๆ ขึ้นมา จิตรกรก็ใช้วัตถุดิบคือความคิด จินตนาการ องค์ประกอบงานศิลป์แนวที่ตนต้องการสร้างนำมาหล่อหลอม ผสมผสานกับความเชี่ยวชาญในการใช้พู่กันและสีประกอบสร้างงานจิตรกรรมของตนขึ้นมา ในทำนองเดียวกัน นักเขียนก็ใช้วัตถุดิบคือความคิดและจินตนาการที่เรียกว่าแก่นเรื่องนำมาหล่อหลอม ผสมผสานในองค์ประกอบของงานวรรณกรรม อันได้แก่ โครงเรื่อง กลวิธีการเขียน ประกอบสร้างผ่านความเชี่ยวชาญในการใช้ถ้อยคำสำนวนภาษาให้เหมาะแก่แนวงานที่ตนต้องการสร้าง อาจเป็นแนวเดียวโดดๆ หรือหลายแนวผสมผสานกันไป การสร้างสรรค์นั้นนอกจากประกอบสร้างผลงงานขึ้นมาจากองค์ประกอบที่มีอยู่เดิมแล้ว ยังต้อมีการต่อยอด พัฒนา สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น เพื่อให้ได้งานที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ในกรณีของการสร้างงานวรรณกรรม เช่นนี้แหละที่เรียกกันว่าคือการการเขียนอย่างสร้างสรรค์ (creative writing) ผลงานที่ได้เรียกว่า วรรณกรรมสร้างสรรค์ (creative fiction/literature) ซึ่งเป็นคำที่เราคุ้นเคยกันดี เช่น วรรณกรรมสร้างสรรค์แห่งอาเซียน (ซีไรต์) เป็นต้น

ทำไมผมจึงพูดถึง “แนว” งานจิตรกรรมและวรรณกรรม ก็เพราะแนวของงานนี่แหละเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้งานมีความยากความง่ายแตกต่างกัน ก่อนไปถึงเรื่องนั้น เรามาพิจารณาถึงจุดมุ่งหมายของงานศิลปะก่อน ว่ามีกี่อย่าง ซึ่งผมขอแยกอธิบายง่ายๆ ดังนี้

1.เพื่อประเทืองอารมณ์ เป็นขั้นพื้นฐานที่สุด นั่นคือ เพื่อความสุข สนุกสนาน ตื่นเต้น เร้าใจ งานทุกแนวสามารถให้ความประเทืองอารมณ์เป็นเบื้องต้น แต่ก็มีงานบางแนวให้ความประเทืองอารมณ์จุดมุ่งหมายหลัก ซึ่งพบเห็นได้โดยทั่วไป ถ้าหากนับโดยปริมาณแล้วงานเพื่อประเทืองอารมณ์โดยเฉพาะก็เห็นจะมีมากที่สุด

2.เพื่อบ่มเพาะปัญญา งานบางแนวมีจุดประสงค์เพื่อทำให้คนฉุกคิด พิจารณา ใคร่ครวญในเนื้อสารที่อ่านได้ จนก่อเกิดปัญญาแก่ตน นำไปสู่การใช้ปัญญานั้นให้เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น ซึ่งแม้จะไม่มีมากมายเท่าประเภทที่ให้ความประเทืองอารมณ์โดยเฉพาะ แต่ก็นับมามีไม่น้อย

3.เพื่อนำพาอุดมคติ งานบางแนวสร้างขึ้นมาเพื่อสิ่งนี้ คือนำเสนอแนวคิด หลักการ ปรัชญา ความดีงาม ความเป็นเลิศ ความจริงสูงสุด ให้ผู้อ่านคิด ใคร่ครวญ วิเคราะห์ แยกแยะ ตีความ สรุปความ เพื่อให้ได้แก่นแท้ที่เป็นความจริงอันบริสุทธิ์ หรืออาจเรียกว่าอุดมคติ เพื่อเป็นแนวในทางการดำเนินชีวิต หรือเพื่อไขปัญหาข้อสงสัยต่างๆ เพื่อทำความเข้าใจในระดับที่ลึกซึ้งขึ้นไปไม่สิ้นสุด งานแนวนี้นับว่ามีน้อยที่สุด อาจจะเป็นเพราะว่า ผู้ที่มีปัญญาถึงขั้นสามารถที่จะสร้างงานระดับนี้ขึ้นมาได้มีจำนวนไม่มากนั่นเอง

ทีนี้ก็มาถึงข้อที่ว่า แล้วงานวรรณกรรมแนวไหนที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อการใด ในความเห็นของผมนั้น เห็นว่า งานที่มีจุดประสงค์เพื่อความประเทืองอารมณ์โดยเฉพาะ ได้แก่ งานแนวพาฝัน แนวผจญภัย แนวสืบสวนสอบสวนนั่นเอง ส่วนงานที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อบ่มเพาะปัญญา ได้แก่ แนวสัจนิยม กับ แนวสัจนิยมมหัศจรรย์ และท้ายสุดคืองานที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสาะหาอุดมคติ ได้แก่ งานแนวเหนือจริง

แน่นอนว่า ความง่ายความยากของงานแต่ละประเภทก็แตกต่างกันไปตามจุดมุ่งหมายของการเขียน โดยที่ง่ายที่สุดก็คืองานที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อประเทืองอารมณ์ เพราะต้องทำให้ผู้อ่านรับสารได้ไวที่สุด เกิดความสะเทือนใจมากที่สุด ไม่ต้องใช้ความคิด การใคร่ครวญอะไรนักหรือไม่ต้องใช้เลย เมื่ออ่านจบเรื่องแล้วก็จบกันไป เรียกว่า เป็นงานวรรณกรรมที่ให้ความบันเทิงเริงใจโดยถ่ายเดียวก็ย่อมได้ ส่วนงานที่อ่านยากขึ้นมาอีกขั้นย่อมเป็นงานประเภทที่มุ่งบ่มเพาะปัญญา งานแนวนี้ผู้เขียนอาจใช้สัญลักษณ์ (symbol) สอดแทรกไว้เพื่อให้คนอ่านอ่านแล้วเกิดการพินิจใคร่ครวญ พิจารณาตามไป ขณะเดียวกันก็เกิดความบันเทิงเริงใจไปด้วย เมื่ออ่านจบแล้วหรือในขณะอ่านก็เกิดความคิดใหม่ๆ หรือเข้าใจอะไรใหม่ๆ ที่เรียกว่าตกผลึก เกิดปัญญาขึ้นมาได้ ถ้อยคำภาษาที่ใช้ย่อมยากขึ้น ดังนั้นจึงอ่านยากขึ้นกว่าแบบแรก และท้ายสุดคืองานที่อ่านยากกว่างานแนวอื่นก็คืองานที่มุ่งนำพาอุดมคติ ซึ่งต้องใช้ถ้อยคำภาษาที่ซ่อนความหมายหรือสัญญะ (sign) เป็นกลปริศนาให้คนอ่านต้องใช้ทั้งความรู้และปัญญามาครุ่นคิด ใคร่ครวญ วิเคราะห์ แยกแยะ ตีความ เพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่ผู้เขียนนำเสนอ จนได้ข้อสรุปตามกำลังความสามารถทางปัญญาของตน

งานวรรณกรรมทั้งสามแนวดังที่กล่าวมานี้ ย่อมมีความจำเป็นในการดำรงอยู่ทุกอย่าง เพื่อตอบสนองความต้องการของคนอ่านที่ชอบอ่านในแนวนั้นๆ เราไม่ควรนำงานต่างแนวมาเทียบเคียงเพื่อประเมินคุณค่า เพราะงานแต่ละแนวมีจุดมุ่งหมายแตกต่างกันย่อมมีเกณฑ์ในการตีค่าแตกต่างกัน เช่น เราไม่สามารถนำงานเหนือจริงอย่าง เมตาเมอโฟสีส ของ ฟรานซ์ คัฟก้า มาเทียบเคียงกับงานสัจนิยมมหัศจรรย์อย่าง หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว ของ การ์เบรียล การ์เซีย มาเกซ ได้ หรือ นำงานสัจนิยมมหัศจรรย์ อย่าง ดอนน่า ฟลอ หญิงสองผัว ของ จอร์จ อามาโด มาเทียบเคียงกับงานแนวพาฝัน อย่าง วิมานลอย ของ มาร์กาเร็ต มิตเชลล์ หรือ หากใครอุตรินำงานสัจนิยมอย่าง ความรักของวัลยา ของ เสนีย์ เสาวพงศ์ มาเทียบเคียงกับงานแนวพาฝันเรื่อง ความรักครั้งสุดท้าย ของ สุวรรณี สุคนธา ก็เป็นเรื่องไม่เข้าท่าเช่นกัน

บทสรุปก็คือ วรรณกรรมแนวใดก็มีคุณค่าตามจุดมุ่งหมายที่คนเขียนสร้างมันขึ้นมาเพื่อสนองความต้องการของคนอ่าน โดยคนเรานั้น ก็ต้องการทั้งความประเทืองอารมณ์ ความมีปัญญา และการมีอุดมคติในชีวิต ต่างแต่ว่าใครต้องการสิ่งใดมากน้อยกว่ากัน ดังนั้น วรรณกรรมไม่ว่าอ่านง่าย อ่านยาก ก็มีเหตุผลของการคงอยู่เพื่อผู้อ่านทั้งสิ้น ผู้อ่านเองก็ย่อมต้องทำความเข้าใจในเรื่องนี้ จึงจะไม่หงุดหงิดเมื่อพบเห็นวรรณกรรมที่ตนอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ หากมีจุดมุ่งหมายในการอ่านที่ไม่ตรงกับแนวของวรรณกรรมเรื่องนั้นๆ ก็จะได้ละทิ้งไปเสีย หรือรอให้เกิดความสนใจจึงค่อยกลับมาอ่านใหม่ก็ไม่เป็นการเสียหายแต่อย่างใด เมื่อเป็นเช่นนี้ได้ โลกของการอ่านก็จะมีแต่ความสุข เพราะได้รับความประเทืองอารมณ์สมใจตามจุดมุ่งหมายของตนนั่นเอง

(เขียนเมื่อ 7-8 มิถุนายน 2561)

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *