หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

อ่านความหมายเบื้องหลังถ้อยคำของสุนทรภู่ : จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง

การอ่านวรรณกรรมร้อยแก้วหรือร้อยกรองดูเหมือนง่าย แต่แท้จริงแล้วบางทีถ้อยคำธรรมดาที่คนอ่านหนังสือออกอ่านได้อย่างถูกต้องนั้น เอาเข้าจริงก็ยากจะเข้าใจได้ว่า ความหมายที่แท้จริงซึ่งผู้เขียนต้องการบอกกล่าวนั้นคืออะไรกันแน่ ดังนั้นการอ่านวรรณกรรม(หรือวรรณคดี)จึงไม่ไม่ใช่จะง่ายเสมอไป ต้องมีการตีความโดยใช้หลักการ แนวคิด ทฤษฎี มาวิเคราะห์เพื่อหาทางเข้าถึงความหมายที่แท้จริงซึ่งผู้เขียนได้ซ่อนไว้ในถ้อยคำนั้น

ตัวอย่างถ้อยคำง่ายๆ ใครก็อ่านออกอย่างถูกต้องตามหลักภาษาไทยในงานกวีของสุนทรภู่ บางทีก็ยากจะรู้ได้ว่า ความหมายที่แท้จริงคืออะไร ดังตัวอย่างที่ได้ยกมาเป็นหัวเรื่อง นั่นคือ “จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง” เชื่อว่ามีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยพยายามแปลความหมายของบทกวีสองวรรคนี้ ว่าแท้จริงแล้วหมายความว่าอย่างไร ผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นที่พยายามตีความอย่างถึงขนาด แต่ก็ไม่รู้สึกว่าตัวเองเข้าใจอะไรในข้อความนี้เลย

ผมยังคงสงสัยอยู่ว่า “ยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง” ธิบดี คือผู้เป็นใหญ่นี้คือใคร มีตำแหน่งแห่งหนอะไร แล้วทำไมจึงต้อง “ใช้ถังแทนสัด” ทำให้ “เห็นขัดขวาง” แปลความหมายแบบเดาก็ได้ความพอเลาๆ ว่า สุนทรภู่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคนใหญ่คนโต แล้วคนใหญ่คนโตนั้นคือใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร จึงทำให้สุนทรภู่ถึงกับต้องบันทึกความคับข้องใจไว้ในงานกวี

กลอนสองวรรคที่ยกมานี้อยู่ในนิราศภูเขาทอง ซึ่งบรรดานักวรรณคดีมีมติยกให้เป็นนิราศที่ดีที่สุดของสุนทรภู่ เขียนขึ้นเมื่อคราวเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองที่กรุงเก่าหรือจังหวัดพระนครศรีอยุธยา อยู่ในช่วงต้นของนิราศ เพื่อให้เห็นบริบทที่กว้างขึ้นขอยกบทกลอนแวดล้อมมาให้อ่าน ดังนี้

โอ้อาวาศราชบุรณะพระวิหาร
แต่นี้นานนับทิวาจะมาเห็น
เหลือรำลึกนึกน่าน้ำตากระเด็น
เพราะขุกเข็ญคนพาลมารานทาง
จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง
ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง
จึ่งจำลาอาวาศนิราศร้าง
มาอ้างว้างวิญญาในสาคร
ถึงน่าวังดังหนึ่งใจจะขาด
คิดถึงบาทบพิตรอดิศร
โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร
แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น
พระนิพพานปานประหนึ่งศีรษะขาด
ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ
ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัติเป็น
ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา

อ่านแล้วก็พอจะตีความได้ว่า สุนทรภู่อาลัยรักบุคคลหนึ่งซึ่งล่วงลับไปแล้วที่เคยมีบุญคุณแก่ตน เป็นที่พึ่งพาอาศัย เมื่อไม่มีบุคคลนั้นแล้วตนก็ไร้ที่พึ่ง “ปานประหนึ่งศีรษะขาด ด้วยไร้ญาติยากแค้นถึงแสนเข็ญ ทั้งโรคซ้ำกรรมซัดวิบัดเป็น ไม่เล็งเห็นที่ซึ่งจะพึ่งพา” เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ชวนให้คิดย้อนไปว่า “พระนิพพาน” คือท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว จะต้องเกี่ยวข้องกับ “จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง” ไม่ทางหนึ่งก็ทางใดแน่นอน

ผมอ่านนิราศภูเขาทองครั้งใด ก็สงสัยใคร่รู้ความหมายของบทกวีสองวรรค “จะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้ง ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง” ทุกครั้งไป พยายามหาคำตอบแต่ก็ได้รับคำตอบไม่แจ้งใจ จนเมื่อไม่นานมานี้ ได้อ่านข้อเขียนของ ศาสตราจารย์เจือ สตะเวทิน ในหนังสือ คลังวรรณคดี ตอนที่1 จึงกระจ่างแจ้งสว่างใจ โดยอ้างอิงข้อสันนิษฐานของ พระยาอุปกิตศิลปสาร(นิ่ม กาญจนาชีวะ) ขอคัดข้อเขียนของศาสตราจารย์เจือ สตะเวทิน มาดังนี้

“ข้าพเจ้าไม่เคยทราบว่า ท่านผู้ใดจะแทงใจสุนทรภู่ได้ถูก แต่มีท่านนักวรรณคดีสำคัญคนหนึ่งเคยสันนิษฐานการเปรียบเปรยของสุนทรภู่ไว้ ท่านผู้นั้นคือ พระยาอุปกิตศิลปสาร(นิ่ม กาญจนาชีวะ) ผู้ล่วงลับไปแล้ว ข้าพเจ้าขอเล่าคำสันนิษฐานของเจ้าคุณอุปกิตฯ ไว้ในที่นี้ด้วยความคารวะต่อท่านเจ้าของอย่างสูง

“ท่านเจ้าคุณอธิบายว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยสวรรคตแล้ว มีเจ้านายที่ควรสืบสันติวงศ์อยู่ 2 พระองค์ คือ พระราชโอรสองค์ใหญ่หรือกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์องหนึ่ง กับเจ้าฟ้ามงกุฎอีกองค์หนึ่ง กรมหมื่นเจษฎาฯ มิได้เป็นพระราชโอรสที่ประสูติจากพระราชชนนีที่เป็นเจ้า ส่วนเจ้าฟ้ามงกุฎฯ เป็นพระราชโอรสของพระราชชนนีที่เป็นเจ้า ทั้งสองพระองค์มีความเหลื่อมล้ำกันอยู่เช่นนี้ สุนทรภู่จึงเปรียบกรมหมื่นเจษฎาฯ เป็นถัง และเปรียบเจ้าฟ้ามงกุฎฯ เป็นสัด ถังสัดนั้นเป็นเครื่องใช้ในการตวงสมัยสุนทรภู่ ตามมาตรามีว่า หนึ่งถังเท่ากับ 20 ทะนาน หนึ่งสัดเท่ากับ 25 ทะนาน สัดใหญ่กว่าถัง สุนทรภู่รักเจ้าฟ้ามงกุฎฯ มากกว่ากรมหมื่นเจษฎาฯ ซึ่งเคยกริ้วสุนทรภู่มาแต่รัชกาลที่ 2 สุนทรภู่คิดจะพึ่งพาพระเจ้าแผ่นดินองค์ใหม่ แต่พึ่งมิได้เพราะทรงเกลียดชัง สุนทรภู่จึงน่าจะเขียนกลอนตอนนั้นเปรียบเปรยตามภาษาของกวีปากจัด เพราะปรากฏว่ากรมหมื่นเจษฎาฯ ได้เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแทนเจ้าฟ้ามงกุฎฯ ซึ่งสุนทรภู่ว่าจะยกหยิบธิบดีเป็นที่ตั้งถือว่ามีสิทธิในในราชบัลลังก์ดีกว่าเพราะเป็นเจ้าฟ้า สุนทรภู่จึงว่า “ก็ใช้ถังแทนสัดเห็นขัดขวาง” ดังนี้”

……….
หนังสือ คลังวรรณคดี ตอนที่ ๑ ของ ศาสตราจารย์ เจือ สตะเวทิน นักปราชญ์ด้านภาษาและวรรณคีดของไทย มีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักการอ่านและศึกษาวรรณคดี ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาวรรณคดีและวรรกรรมขั้นลึกซึ้ง
……….

ศาสตราจารย์เจือ สตะเวิทิน ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า พระยาอุปกิตศิลปสารอธิบายความเช่นนี้เพราะ

1.รู้ประวัติของสุนทรภู่เป็นอย่างดี และว่า “…การวินิจฉัยหรือตีความหมายของท่านเจ้าคุณเป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่ง ว่านักศึกษาวรรณคดีต้องรู้ประวัติของผู้แต่งหนังสือวรรณคดีที่ตนเรียนให้ลึกซึ้ง เพราะเป็นประโยชน์แก่การตีความดังกล่าวมา…”

2.รู้ประวัติศาสตร์สมัยนั้นเป็นอย่างดี ซึ่งเป็น “หลักสำคัญอีกประการหนึ่งในการศึกษาวรรณคดี คือต้องรู้ประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ในสมัยที่แต่งหนังสือนั้นเป็นเครื่องประกอบ เพราะวิชาวรรณคดีกับประวัติศาสตร์แยกกันไม่ออก ทั้งสองอย่างเกี่ยวข้องกันโดยตรงและโดยปริยาย…”

สิ่งที่ศาสตราจารย์เจือ สตะเวทิน กล่าวถึงในข้อ 1 ก็คือ การศึกษาวรรณคดี/วรรณกรรมโดยใช้ ทฤษฎีชีวประวัติหรือประวัติบุคคล ส่วนในข้อ 2 คือการศึกษาโดยใช้ ทฤษฎีประวัติศาสตร์สังคม นั่นเอง และยังมีอีกทฤษฎีหนึ่งที่นำมาใช้ศึกษาก็คือ ทฤษฎีจิตวิทยาหรือจิตวิเคราะห์ โดยมีแนวคิดว่า วรรณกรรม/วรรณคดีคือผลผลิตจากจิตใต้สำนึกของผู้เขียน จึงสะท้อนความคิด ความเชื่อ ประสบการณ์ และเหตุการณ์ในชีวิตของเขาไว้ในงานทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

สรุปได้ว่า การอ่านวรรณคดี/วรรณกรรมนั้น มีทั้งระดับอ่านเพื่อเอาความสนุกบันเทิงเริงใจ และระดับอ่านเพื่อเข้าใจ ซึ่งการอ่านแบบหลังนี้ต้องอาศัยการคิด วิเคราะห์ แยกแยะ แล้ววินิจฉัยตีความเพื่อทำความเข้าใจ โดยมีทฤษฎีต่างๆ ที่นักวิชาการวรรณกรรมได้ศึกษาแล้วสร้างขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการช่วยอ่านความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังถ้อยคำของผู้เขียนดังที่ได้ยกตัวอย่างการอ่านความหมายในบทกลอนของสุนทรภู่ที่ได้ยกมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้บรรลุผลในการอ่านตามกำลังแห่งปัญญาของแต่ละคนที่นำไปใช้นั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *