หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม : บางคำตอบของคำถาม –เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปเพื่ออะไร

คนที่ไม่ชอบหรือไม่สนใจวิชาประวัติศาสตร์คงมีคำถามว่า รู้หรือเรียนประวัติศาสตร์ไปเพื่ออะไร เช่นเดียวกับคนไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ ก็มีคำถามว่าเรียนไปเพื่ออะไร การถอดสัมการบวกคูณบวกในวงเล็บ/หน้าคูณหลังบวกหลังยกกำลังสอง จะรู้ไปทำไม จำเป็นอะไรกับชีวิต ซึ่งดูเหมือนว่าคำตอบนั้นจะลอยอยู่ในสายลม เหมือนเพลงของลุงบ็อบ ดีแลน นักร้องนักแต่งเพลงที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมก็ไม่ผิด

บางทีคำตอบของคำถามเรื่องวิชาประวัติศาสตร์ดังกล่าว อาจมีซุกซ่อนอยู่ในหนังสือเล่มนี้ “เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม : ศตวรรษที่ 15-19” เขียนโดย เริงวุฒิ มิตรสุริยะ ผู้เป็นนักเขียน บรรณาธิการ นักวิจารณ์วรรณกรรมในนามปากกาอื่น และเป็นนักประวัติศาสตร์นอกสถาบันการศึกษาที่รู้รอบและรู้ลึกประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก โดยเขียนหนังสือเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาแล้วหลายสิบเล่ม ทั้งในชื่อจริงและนามปากกา แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงคำตอบของคำถามว่ารู้ประวัติศาสตร์ไปทำไม ก็ต้องมาดูเนื้อหาของหนังสือกันพอสังเขปก่อน

ผู้เขียนคือเริงวุฒิ มิตรสุริยะ พาผู้อ่านย้อนไปยังยุคก่อกำเนิดความคิดการล่าอาณานิคม (ยุคการล่าอาณานิคมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ายุคแสวงหา) โดยเริ่มต้นที่คาบสมุทรไอบีเรีย ใครที่ไม่รู้ว่าคาบสุมุทรไอบีเรียอยู่ที่ไหน ถ้าได้ยินชื่อประเทศสเปนและโปรตุเกสก็คงพอจะนึกออก เพราะคาบสมุทรดังกล่าวเป็นที่ตั้งของสองประเทศนี่นั่นเอง โดยมีนักเดินเรือสองคนเป็นผู้บุกเบิกเส้นทางเดินเรือรอบโลก นั่นคือ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นักเดินเรือชาวเมืองเจนัวที่รับจ้างราชสำนักสเปนเดินเรือจนพบอเมริกาในปี ค.ศ.1492 และ วาสโกดา กามา นักเดินเรือชาวโปรตุเกส แล่นเรือไปทางตะวันออกจนพบแหลมกู้ดโฮปอันเป็นติ่งใต้สุดของทวีปอาฟริกา ในปี ค.ศ.1497 และต่อมาเส้นทางนี้นำพาไปจนถึงอินเดีย และต่อมาก็ถึงไหนต่อไหนรวมถึงอโยธยาศรีรามเทพนครด้วย

นั่นแหละเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันกันออกแสวงหาดินแดนใหม่ๆ หรือโลกใหม่ของพวกตะวันตก จนต่อมาถึงจุดสูงสุดของการล่าอาณานิคมในศตวรรษที่ 18-19 ชาวยุโรปเข้าครอบครองดินแดนในทวีปต่างๆ แทบจะเรียกได้ว่าทั้งโลกอยู่ใต้อำนาจของชาวยุโรป แม้แต่ขั้วโลกใต้อันหนาวเย็นพวกนักสำรวจชาวยุโรปก็ดั้นด้นไปจนถึง โดยเอาชีวิตไปทิ้งก็ไม่น้อย
เมื่อตกถึงศตวรรษที่ 18-19 สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษซึ่งเป็นผู้มาทีหลังก็แซงหน้าผู้บุกเบิกอย่างสเปนและโปรตุเกสโดยครอบครองดินแดนต่างๆ แทบจะในทุกโซนเวลา จนเรียกได้ว่าเป็นดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดิน เพราะในเวลายี่สิบสี่ชั่วโมงของแต่ละวันนั้นพระอาทิตย์ส่องแสงสู่ดินแดนของอังกฤษไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง ทั้งด้านใต้และด้านตะวันตกของอโยธยาศรีรามเทพนครหรือสยามก็มีดินแดนของอังกฤษติดชิดแดน คือ มาลายูและพม่านั่นเอง

หนังสือ เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19 ฉบับปกแข็ง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2559 โดยสำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊ค

ยุคการล่าอาณานิคมหรือยุคแสวงหานั้นก็คือ แสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง การปกครองเหนือดินแดนต่างๆ ดูดซับ ฉกฉวย แย่งชิง ทรัพยากรทุกชนิดของดินแดนที่ตนยึดครองส่งกลับไปบำรุงบำเรอปรนเปรอตนเองของบรรดาเจ้าอาณานิคมนั่นเอง จึงเป็นได้ว่า บรรดาประเทศผู้เป็นเจ้าของอาณานิคมตัวเอ้ๆ ไม่ว่า อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส ฮอลันดา ฯลฯ ล้วนแต่รวยอู้ฟู่หรูหราไปตามๆ กัน แน่นอนว่า ที่ไหนมีการกดขี่ที่นั่นก็ต้องมีการต่อสู้ พวกเจ้าอาณานิคมที่ไปกดขี่บังคับผู้คนในดินแดนอาณานิคมของตนเพื่อแย่งชิงฉกฉวยผลประโยชน์จากพวกเขา ก็ต้องได้รับการต่อต้าน จึงเกิดการรบราฆ่าฟันกันอยู่ในแทบทุกดินแดนอาณานิคม ผู้ที่พ่ายแพ้ก็ล้วนแต่เป็นผู้ถูกปกครอง เช่น ชนพื้นเมืองในอเมริกาใต้ถูกพวกสเปนฆ่าล้างเผ่าพันธุ์จนแทบจะสูญพันธ์ เป็นต้น ดังนั้น ยุคการล่าอาณานิคมจึงเป็นยุคของการฆ่าฟันกันอย่างโหดร้ายทารุณ โดยพวกเจ้าอาณานิคมล้วนแต่เป็นพวกมือเปื้อนเลือดด้วยกันทั้งสิ้น นี่คือด้านเลวร้ายที่สุดของยุคนี้ นอกจากการทำสงครามฆ่าฟันคนที่พวกตนเข้าไปปกครองในดินแดนอาณานิคมแล้ว พวกเจ้าอาณานิคมก็ยังมีความขัดแย้งเพราะผลประโยชน์ขัดกันจนถึงขนาดทำสงครามกันก็มีบ่อยๆ

เริงวุฒิ มิตรสุริยะ ได้นำพาผู้อ่านไปรู้จักเรื่องราวในประวัติศาสตร์ของการล่าอาณานิคมที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 15-19 ได้อย่างสนุก มีรายละเอียดเบื้องลึกเบื้อหลังของหลายเหตุการณ์ทั้งในส่วนข้อมูลและทั้งในส่วนข้อวิเคราะห์และความคิดเห็นของผู้เขียนกลมกลืนกันอย่างออกรส หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่หนังสือวิชาการที่เต็มไปด้วยข้อมูลดิบและศัพท์แสงทางวิชาการที่อ่านแล้วมึนหัวสำหรับผู้ไม่ใช่นักวิชาการ แต่เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวเหมือนนั่งฟังผู้เขียนพูดให้ฟัง โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ ที่กล่าวถึงบทบาทของอังกฤษ ฝรั่งเศส ฮอลันดาในเอเชียซึ่งเกี่ยวข้อกับสยามด้วยนั้น ได้ฉายภาพความเป็นรัฐที่มีภาพเข้มแข็งของสยามรวมถึงกลอุบายของผู้นำสยามในการต่อกรกับมหาอำนาจได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งไม่มีให้เรียนในประวัติศาสตร์ฉบับอย่างเป็นทางการ แต่เริงวุฒิ มิตรสุริยะ ได้นำพาให้ผู้อ่านไปรู้จักกับเรื่องราวประวัติศาสตร์นอกฉบับทางการได้อย่างสนุกสนานและอย่างน่าประหลาดใจไปด้วย
นั่นคือขอบข่ายเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้

ทีนี้ก็มาถึงคำตอบที่หนังสือเล่มนี้มีต่อคำถามที่ว่า เราจะเรียนหรือรู้ประวัติศาสตร์ไปทำไม ผม (โกศล อนุสิม)ขอคัดข้อความในบทนำของหนังสือซึ่งเริงวุฒิ มิตรสุริยะ เขียนไว้ดังนี้


“…เราจะมองว่าโลกยุคอาณานิคมเป็นโลกสมัยที่เลวร้ายของมนุษยชาติไปเสียทั้งหมดก็คงไม่ได้ อย่างที่เข้าใจกันอยู่ว่า ไม่มีอะไรเลวร้ายไปหมดและดีไปหมดหรอก อย่างน้อยที่สุด แม้การล่าอาณานิคมนั้นจะเป็นการรุกราน การทำลาย การเอารัดเอาเปรียบ หากแต่ด้านหนึ่งมันก็คือการเปิดโลกใหม่ โลกทัศน์และความเข้าใจของมนุษย์ และการเกิดประเทศและบ้านเมืองใหม่ๆ จนสามารถเติมเต็มแผนที่โลกให้ชัดเจนและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ที่สำคัญ การเคลื่อนย้าย พัฒนาและสร้างสรรค์ทรัพยากรของโลกก็คึกคักขึ้นจนทำให้เกิดวิทยาการใหม่ๆ ติดตามมาอย่างมากมายและอเนกอนันต์ด้วยเช่นกัน”
(หน้า 14)

นี่เป็นข้อความที่ทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า เราจะรู้หรือเรียนประวัติศาสตร์ไปทำไม นั่นคือ รู้หรือเรียนไปเพื่อให้เราเห็นถึงอีกด้านของเหตุการณ์ เหมือนกับเห็นอีกด้านของเหรียญที่คว่ำอยู่นั่นเอง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ด้วยความคิดและความรู้สึกใหม่ที่มีต่อประวัติศาสตร์ โดยในขณะที่ได้รับรู้ด้านที่เลวร้ายของการล่าอาณานิคม ความโหดร้ายของคนที่เรียกตัวเองว่าผู้เจริญ ผู้มีอารยธรรมกระทำต่อคนที่ตนเห็นว่าป่าเถื่อน อย่างป่าเถื่อนกว่า ซึ่งเป็น “การรุกราน การทำลาย การเอารัดเอาเปรียบ” ผมก็เห็นอีกด้านหนึ่งที่เกิดควบคู่กันไปนั่นคือ “การเคลื่อนย้าย พัฒนาและสร้างสรรค์” หลายๆ อย่าง เช่น พัฒนาการด้านการเดินเรือทั้งการสร้างเรือและการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการเดินเรือให้ได้ไกล ปลอดภัยขึ้น เมื่อตกถึงยุคสมัยปัจจุบันเทคโนโลยีเกี่ยวกับเรือและการเดินเรือที่พัฒนาก้าวหน้าเรื่อยๆ มาตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม ก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลแก่ชาวโลก การพัฒนาอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแรงขับอันสำคัญของการล่าอาณานิคมในช่วงศตวรรษที่ 18-19 ถึงปัจจุบันนี้ก็เห็นได้ว่าอุตสาหกรรมทั้งหลายที่เริ่มต้นจากประเทศเจ้าอาณานิคมในยุคนั้นสร้างประโยชน์แก่คนทั้งหลายในยุคปัจจุบัน (ทำนองเดียวกับเทคโนโลยีทางทหารที่มีเป้าหมายเพื่อผลิตอาวุธฆ่ากัน แต่อีกด้านหนึ่งก็นำมาต่อยอดเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ประจำบ้านมากมายก่ายกอง เช่น เตาไมโครเวฟ ดาวเทียมสื่อสารถ่ายทอดสัญญาณทีวี แม้แต่พลังงานปรมาณูก็กลายมาเป็นรังสีถนอมอาหารได้ เป็นต้น) การล่าอาณานิคมจึงเป็นยุคเริ่มแรกที่ทำให้โลกเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้จะโดยวิธีการและเป้าประสงค์อันเลวร้ายของประเทศเจ้าอาณานิคม นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของ “เหรียญอีกด้าน” ของยุคล่าอาณานิคมที่บอกเล่าไว้ในหนังสือเล่มนี้

เริงวุฒิ มิตรสุริยะ ผู้เขียนหนังสือ “เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19”

ผมซึ่งคงเป็นเช่นคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ได้รับการปลูกฝังความคิดชาตินิยมจากแบบเรียนประวัติศาสตร์ฉบับทางการมาตั้งแต่เป็นเด็ก ว่าเราเป็นประเทศเอกราช ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร และฝรั่งตะวันตกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสใช้กำลังอำนาจที่เหนือกว่าบีบบังคับเอาดินแดนของเราไปเป็นอันมาก รวมแล้วมีเนื้อที่มากกว่าที่เหลือในปัจจุบันเสียอีก แต่เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้แล้วทำให้ผมมองอีกด้านและเห็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “การเสียดินแดน” นั้น หากพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วกลับเป็นคุณแก่รัฐชาติของเราในปัจจุบัน เพราะทำให้เกิดปัญหาตามมาน้อยมาก ทังด้านเหนือ ตะวันออก ตะวันตก ไม่มีปัญหาความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติศาสนาจนเกิดความรุนแรงขึ้น จะมีก็แต่ทางด้านใต้ที่มีปัญหาดังกล่าว ซึ่งแม่แน่นักว่า หากดินแดนทั้งหมดยังคงอยู่ เราอาจเกิดปัญหาความขัดแย้งกันมากกว่านี้ ดูพม่าเป็นตัวอย่าง

นี่คงพอจะเป็นคำตอบได้ว่า เราเรียนหรือรู้ประวัติศาสตร์ไปเพื่ออะไร ก็เพื่อจะได้เรียนรู้ คิด พิจารณาอีกด้านของเหตุการณ์ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจอะไรๆ ได้มากขึ้นอีก ส่วนเข้าใจแล้วจะทำอะไรต่อไปนั้น ก็สุดแท้แต่ใครจะคิดได้ ทำได้ อย่างน้อยก็ทำให้เรา “เปิดโลกทัศน์ใหม่และเข้าใจมนุษย์ได้มากขึ้น” ไม่จมปลักอยู่กับข้อมูลเดิมที่ได้รับการถ่ายทอดซ้ำๆ จนเชื่อในแบบ “ผิดจากนี้ไม่ใช่ความจริง” ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก

“เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม ศตวรรษที่ 15-19” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊ค ฉบับที่เห็นนี้เป็นฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ปกแข็งสันโค้งเย็บกี่ ขนาดสิบหกหน้ายกพิเศษ หนา 575 หน้า ราคา 520 บาท ฉบับปกอ่อน ราคา 410 บาท ผู้สนใจหาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป หรือติดต่อที่สำนักพิมพ์ดินแดนบุ๊ค โทรศัพท์ 02 5975404 อีเมล์ dindanbook@gmail.com หรือที่เฟซบุ๊ค : ดินแดนบุ๊ค หรือที่ Fanpage: Din-Dan Book

ขอบคุณที่ติดตามอ่าน เชิญไลค์และแชร์ได้โดยเสรีครับ

.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *