หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

สื่อใหม่-สื่อเก่า

now browsing by category

 

เมื่อตะวันตกล่าอาณานิคม : บางคำตอบของคำถาม –เรียนรู้ประวัติศาสตร์ไปเพื่ออะไร

คนที่ไม่ชอบหรือไม่สนใจวิชาประวัติศาสตร์คงมีคำถามว่า รู้หรือเรียนประวัติศาสตร์ไปเพื่ออะไร เช่นเดียวกับคนไม่ชอบวิชาคณิตศาสตร์ ก็มีคำถามว่าเรียนไปเพื่ออะไร การถอดสัมการบวกคูณบวกในวงเล็บ/หน้าคูณหลังบวกหลังยกกำลังสอง จะรู้ไปทำไม จำเป็นอะไรกับชีวิต ซึ่งดูเหมือนว่าคำตอบนั้นจะลอยอยู่ในสายลม เหมือนเพลงของลุงบ็อบ ดีแลน นักร้องนักแต่งเพลงที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมก็ไม่ผิด

Read More

หยุดการคุกคามทางไซเบอร์โดยคิดก่อนไลค์และแชร์

พบลำแสงประหลาดเหนือทุ่งน้ำแข็งไซบีเรีย นักวิทยาศาสตร์ยังค้นหาสาเหตุไม่พบ ชาวบ้านเชื่อเป็นยูเอฟโอ :

ลำแสงประหลาดพุ่งเป็นลำจากท้องฟ้าแล้วกระจายออกเหมือนพลุแตกสว่างไสวเหนือทุ่งน้ำแข็งที่ไซบีเรีย ชาวบ้านใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายภาพไว้ได้ พร้อมแจ้งทางการซึ่งได้ส่งเจ้าหน้าที่ทหารและนักวิทยาศาสตร์ค้นหาร่องรอยเพื่อพิสูจน์ทราบสาเหตุ แต่ขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป ทางด้านชาวบ้านเชื่อว่าเป็นฝีมือของจานบินหรือยูเอฟโอ Read More

ชะตากรรมของคนในกระแสดิจิทัล

กระแสดิจิทัลกำลังท่วมโลก เมื่ออินเทอร์เน็ตกลายเป็นปัจจัยสำคัญเกือบจะเท่าปัจจัยสี่ของมนุษย์แล้ว อันที่จริงน่าจะเรียกได้ว่า เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่คนในยุคนี้จะขาดไม่ได้ น่าจะมีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่ไม่รู้จักอินเทอร์เน็ต

เดียวนี้ คนมีเพียงโทรศัพท์มือถือที่ต่ออินเทอร์เน็ตได้ ก็สามารถทำสิ่งต่างๆ ผ่านหน้าจอโทรศัพท์ แม้แต่การใช้เงินก็ไม่ต้องจับต้องธนบัตรและเหรียญแล้ว สามารถจ่ายผ่านจอโทรศัพท์ได้เลย
Read More

Hologram จากจินตนาการสู่ความจริง

คนที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องสงครามแห่งดวงดาว (Star Wars) และตลุยดวงดาว (Star Trek) คงคุ้นเคยกับฉากที่ตัวละครติดต่อสื่อสารกันด้วยภาพโฮโลแกรม (Hologram) คือภาพสามมิติที่ส่งผ่านเครื่องฉายภาพทำให้คนที่อยู่ห่างไกลกันแสนไกล แม้แต่อยู่คนละดวงดาวซึ่งอยู่คนละด้านของกาแล็กซี่สามารถพูดคุยกันได้เหมือนอยู่ในห้องเดียวกัน นับเป็นจินตนาการอันเพริดแพร้วจริงๆ

การติดต่อสื่อสารดังกล่าว ไม่เพียงปรากฏอยู่ในภาพยนตร์เรื่องสงครามแห่งดวงดาวและตลุยดวงดาวเท่านั้น ในนิยายวิทยาศาสตร์ก็มีอยู่มากมายหลายเรื่อง หรือภาพยนตร์เรื่องผีชีวะ (Resident Evil) ที่สาว มิล่า โจโววิช สุดสวยเล่นเป็นนางเอก (ที่ไม่มีพระเอก) ก็มีฉากที่ใช้ภาพโฮโลแกรมเช่นเดียวกัน สรุปรวมแล้วเทคโนโลยีโฮโลแกรมมีใช้กันเกลื่อนในนิยายวิทยาศาสตร์และภาพยนตร์วิทยาศาสตร์

นั่นเป็นเรื่องในจินตนาการ ที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นโดยนักเขียนนิยายวิทยาศาสตร์และนักสร้างภาพยนตร์ ซึ่งในที่สุดก็กลายเป็นความจริงขึ้นมาแล้ว (หรือใกล้เคียงความจริงมากที่สุด) โดยสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น (CNN News) ได้ใช้เทคนิคโฮดลแกรมรายงานข่าวการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเพิ่งผ่านไปเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2551 นี่เอง จนการรายงานข่าวนี้ได้กลายเป็นข่าวเสียเอง เมื่อสำนักข่าวต่างๆนำไปเผยแพร่ทั่วโลก

แม้ว่าการรายข่าวดังกล่าว จะไม่ใช่เทคนิคโฮโลแกรมอย่างแท้จริงเหมือนแนวคิดในหนังและหนังสือ แต่ก็ใกล้เคียงกับความคิดดังกล่าว โดยซีเอ็นเอ็นใช้เทคนิคติดตั้งกล้องบันทึกภาพที่มีความละเอียดสูง (High Definition -HD) ถึง 35 ตัวตั้งล้อมรอบผู้สื่อข่าวในมุม 360 องศา กล้องทุกตัวส่งภาพไปยังห้องส่งเพื่อให้คอมพิวเตอร์ 20 สร้างภาพโฮโลแกรมขึ้นมา จากนั้นก็ถ่ายทอดไปยังท่านผู้ชมผ่านทีวีจนสร้างความตื่นเต้นกันไปทั่ว

Read More

คลิปเปลือย คลิปโป๊ คลิปหลุด กับการบังคับใช้กฎหมายคอมพิวเตอร์

กรณีนักร้องสองสาว โฟร์-มด ถูกแอบถ่ายคลิปวีดีโอที่ขณะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนำไปเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต จนตกเป็นข่าวเกรียวกราวทางสื่อต่างๆ สร้างความอับอายและความเสียแก่นักร้องสาวทั้งสอง ซึ่งถือว่ายังเป็นเยาวชนอยู่นั้น ขณะนี้ (22 กันยายน 2551) ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดคือผู้แอบถ่ายได้ รวมถึงผู้นำมาเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต แม้จะบอกว่ารู้ตัวคนทำหมดแล้ว แต่ก็ไม่มีการดำเนินการใดๆจากทางตำรวจ ซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมาย ดังนั้น ท้ายสุแล้วเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ก็คงต้องติดตามกันดูต่อไป

การถ่ายคลิปวิดีโอในลักษณะการแอบถ่ายดังกล่าว ย่อมเข้าข่ายการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล เป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง ทั้งยังละเมิดบทบัญญัติของกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของบุคคล มีความผิดอย่างแน่นอน เมื่อนำคลิปวิดีโอที่ไม่เหมาะสมนั้นมาเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต ก็เข้าข่ายความผิดตาม พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 (ประกาศใช้เมื่อ 18 มิถุนายน 2550 ราชกิจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนที่ 27 ก) มาตรา 14 (4) ที่บัญญัติไว้ว่าผู้ใดที่ “นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้” โดยกำหนดโทษไว้ ให้จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ประกอบกับมาตรา 16 บัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจาการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้น เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี ปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

บทบัญญัติที่ได้ยกมานั้น คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม เพราะชัดเจนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ไม่ต้องตีความกันอีก ดังนั้น กรณีที่ถ่ายคลิปวิดีโอของนักร้องสองสองสาวโฟร์-มดแล้วนำมาเผยแพร่ผ่านอินเตอร์เน็ต ผู้กระทำจึงย่อมจะมีความผิดตามมาตรา 14 (4) และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 อย่างแน่นอน

เมื่อความผิดเกิดขึ้น นั่นคือ มีการนำภาพอันลามกสู่คอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (4) จนมีคนดาวโหลดไปดูและส่งต่อกันเป็นจำนวนมาก จนปรากฏความเสียหายโดยชัดแจ้ง นั่นคือ ทำให้นักร้องสาวทั้งสองได้รับความอับอาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของผู้รักษากฎหมาย ซึ่งด่านแรก็คือตำรวจ ที่จะต้องสืบสวน สอบสวน หาผู้กระทำผิดและจับกุมมาเข้าสู่กระบวนการไต่สวนความผิดตามกฎหมาย ซึ่งจากข่าวที่ปรากฏตามสื่อมวลชน ตำรวจก็บอกแก่สาธารณะโดยชัดเจนว่า รู้ตัวผู้กระทำผิดแล้ว

Read More

นายกรัฐมนตรีกับสื่อของรัฐ : โปรดอย่าซ้ำรอยเดิม

สื่อของรัฐทั้งวิทยุและโทรทัศน์สังกัดกรมประชาสัมพันธ์ แท้ที่จริงแล้วหาใช้สมบัติของรัฐบาลใดไม่ แต่เป็นสมบัติของประชาชน เพราะสร้างจากเงินภาษีอากรของประชาชน จุดมุ่งหมายของการใช้งานสื่อนี้ จึงต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ให้รัฐบาลซึ่งเป็นคณะบุคคลใช้เป็นกระบอกเสียงเพื่อประโยชน์ในทางการเมือง

แต่เท่าที่ผ่านมา สื่อของรัฐได้ถูกใช้เพื่อปกป้องสถานะทางการเมืองของรัฐบาลมากกว่าจะให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้ ให้การศึกษา ตามหลักการของสื่อ ที่เห็นได้ชัดเจนยิ่งก็คือ ในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาผลงานของรัฐบาลในลักษณะชวนเชื่อมากกว่าจะเป็นเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริงต่อความคิด ชีวิต ความเป็นอยู่ สร้างปัญญาแก่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของ โดยเฉพาะรายการ “นายกทักษิณคุยกับประชาชน” นอกจากจะเป็นการโฆษณาผลงานรับบาลโดยนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังเป็นเสมือนการสั่งราชการผ่านวิทยุอีกด้วย

ในยุคนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สื่อของรัฐก็เป็นเครื่องมือของรัฐบาลเช่นกัน หากแต่บุคลิกของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มีความนุ่มนวล สุขุม ทำให้ไม่ถูกมองว่าใช้สื่อของรัฐไม่เหมาะสม การสื่อสารของนายกรัฐมนตรีที่มีต่อสาธารณะ จึงไม่ค่อยถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่รัฐบาลชุดนี้ไม่ได้ใช้สื่อให้เป็นประโยชน์อย่างจริงจัง ทั้งๆที่สามารถทำได้โดยปราศจากแรงกดดันทางการเมือง

ต่อมาในยุคนายกรัฐมนตรีที่ชื่อสมัคร สุนทรเวช ที่มีรัฐมนตรีผู้มีหน้าที่ดูแลสื่อชื่อจักรภพ เพ็ญแข สื่อของรัฐได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลอย่างโจ่งแจ้ง มีการปรับเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์ NBT ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงแก่คณะรัฐมนตรีมากว่าการเป็นสื่อสาธารณะ นายกรัฐมนตรีที่ชื่อสมัคร สุนทรเวช ได้ใช้สื่อโทรทัศน์เป็นช่องทางในการตอบโต้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอย่างดุเดือด จนเรียกได้ว่าเป็นการด่ากราดฝ่ายตรงกันข้ามโดยไม่ยั้งปาก ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสมกันอย่างกว้างขวาง แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่สนใจ ยังคงใช้วิธีการดังกล่าวอย่างเสมอต้นเสมอปลายจนกระทั่งพ้นจากตำแหน่ง

ในช่วงเวลาตั้งแต่รัฐบาลทักษิณจนถึงรัฐบาลสมัคร สื่อของรัฐไม่ได้สร้างประโยชน์อันสำคัญแก่เจ้าของคือประชาชนแต่อย่างใด เพราะเป็นเครื่องมือโฆษณาผลงานและต่อต้านฝ่ายตรงกันข้ามของคณะรัฐบาลซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลเป็นหลัก สื่อของรัฐจึงไม่ต่างจากโทรโข่งหรือเครื่องขยายเสียงที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดเสียงเท่านั้น หาใช่สื่อในความหมายที่แท้จริงไม่

รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีสมชาย วงสวัสดิ์ ที่กำลังจะเข้าบริหารราชการแผ่นดินในไม่ช้านี้ หากมีความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ดูแลราษฎรอย่างแท้จริงแล้ว ขอจงอย่าใช้สื่อในลักษณะเดียวกันกับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรและรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เลย โดยเฉพาะการที่นายกรัฐมนตรีจะใช้เวลาพูดคุยกับประชาชนนั้น หากจะมีก็ขอให้เป็นไปเพื่อให้ข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ความเข้าใจเรื่องต่างๆแก่ประชาชน ไม่ใช่การโฆษณาผลงานของรัฐบาลเหมือนที่เป็นมา

อันที่จริงนั้น นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นที่จะต้องมานั่งพูดนั่งคุยผ่านสื่อเหมือนนักจัดรายการทั่วไปด้วยซ้ำ เพราะนายกรัฐมนตรีมีช่องทางในการสื่อสารกับประชาชนผ่านสื่อสาธารณะอื่นๆทุกวัน รวมถึงคณะโฆษกรัฐบาลที่ควรต้องทำหน้าที่อธิบายเรื่องราวข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ให้แก่สื่อเพื่อส่งต่อไปยังประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่ทำหน้าที่เป็นพนักงานส่งเอกสาร ด้วยการนั่งอ่านมติคณะรัฐมนตรีให้สื่อมวลชนฟัง พอเสร็จแล้วก็แล้วกันไป หากคณะโฆษกรัฐบาลมีงานเพียงเท่านี้ก็ควรที่จะยกเลิกไปเสีย เพราะมติคณะรัฐมนตรีมีเผยแพร่ในเว็บไซต์ของสำนักนายกฯ อยู่แล้ว

ขอเสนอให้นายกรัฐมนตรีได้เลือกคนที่มีความรู้เรื่องสื่อหรือมีประสบการณ์ในงานสื่อมาทำหน้าที่รัฐมนตรีกำกับดูแลสื่อของรัฐ หากในพรรครัฐบาลหรือพรรคร่วมรัฐบาลไม่มีใครเหมาะสม ก็เห็นควรเว้นตำแหน่งนี้ไว้สำหรับคนนอก อาจเป็นนักวิชาการ หรือนักสื่อสารมวลชนที่มีอยู่มากมายในประเทศไทย หากนายกรัฐมนตรีมีความตั้งใจและความบริสุทธิ์ใจที่จะทำให้สื่อเป็นเครื่องมือเพื่ออวยประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง เชื่อว่าจะมีคนดีมีความสามารถพร้อมเข้าไปรับผิดชอบอย่างแน่นอน

หวังเอาไว้ล่วงหน้าว่า การจัดการสื่อของรัฐโดยรัฐบาลนายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ คงไม่ซ้ำรอยความล้มเหลวเหมือน รัฐบาลที่ผ่านมา.

สงครามข่าวของ ASTV กับ PTV

หลังจากพรรคไทยรักไทย โดยการนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเมื่อปี 2544 ด้วยการนำเสนอนโยบายประชานิยมภายใต้แนวคิด “คิดใหม่ ทำใหม่” ที่ถูกใจคนไทยในขณะนั้น ซึ่งเพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่และได้รับจับตามองว่าจะเป็นผู้นำคนใหม่ของเอเชีย เทียบชั้นเดียวกับนายลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสิงคโปร์ และ ดร.มหาธีร์ โมฮัมเหม็ด นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในขณะนั้น แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการบริหารประเทศไม่โปร่งใส มีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอรัปชั่นโครงการต่างๆ ใช้อำนาจทางรัฐสภาโดยอาศัยเสียงข้างมากดำเนินการทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวกพ้อง แม้การขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยที่สอง จากการเลือกตั้งปี 2548 พร้อมด้วยคะแนนเสียงในสภาท่วมท้นจนจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ แต่ข้อสงสัยในเรื่องการใช้อำนาจเผด็จการทางรัฐสภาเพื่อสร้างประโยชน์แก่ตนเองก็ยิ่งเข้มข้นขึ้น นำไปสู่การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพรรคไทยรักไทย โดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ และมีประชาชนเป็นจำนวนมากสนับสนุน

แม้หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้หยุดเคลื่อนไหว เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มผลประโยชน์ที่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ” ถูกโค่นล้มไปแล้ว แต่เมื่อพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 จนได้เป็นรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงกลับมาเคลื่อนไหวใหม่เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณอีกครั้งหนึ่ง เพราะเชื่อว่าพรรคพลังประชาชนคือตัวแทนของระบอบทักษิณ

การเคลื่อนไหวต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และการเคลื่อนไหวสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือที่รู้จักกันว่า “ฝ่ายไม่เอาทักษิณ” กับ “ฝ่ายเอาทักษิณ” กลายเป็นความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดช่วงระยะเวลา 5-6 ปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งดังกล่าวได้แบ่งแยกคนไทยออกเป็นฝักฝ่ายอย่างชัดเจน
ในการเคลื่อนไหวของแต่ละฝ่าย ต่างอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารของฝ่ายตนสู่ประชาชน โดยเฉพาะสื่อทีวีที่สามารถเผยแพร่ข่าวสารได้ตามเวลาที่เกิดขึ้นจริง ( Real Times) โดยข่าวสารมีทั้งภาพและเสียง ทำให้สร้างอารมณ์ร่วมและความเห็นความคล้อยตามได้เป็นอย่างดี ดังนั้น สื่อทีวีจึงเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ และได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเคลื่อนไหวทางการเมืองไปโดยปริยาย

1. ASTV อาวุธของฝ่าย “ไม่เอาทักษิณ”

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยมีสื่อมวลชนในเครือหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสาร เริ่มต้นด้วยการขุดคุ้ยความไม่ชอบมาพากลของการบริหารราชการแผ่นดินของของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้ประเทศชาติสูญเสียประโยชน์ ผสานกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเป็นขบวนการ จนนำไปสู่การรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยคณะทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) นำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลนำโดย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ จัดตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ร่างและประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2550 ตามมาด้วยการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2551 ซึ่งพรรคพลังประชาชนที่เชื่อกันว่า เป็นพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกโค่นล้มไปเป็นฝ่ายชนะได้เสียงข้างมาก ทำให้ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้เป็นนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช เคยประกาศก่อนจะเข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคพลังประชาชนในช่วงก่อนการเลือกตั้งว่า ตนจะทำงานแทน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยรับเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน และสมาชิกพรรคพลังประชาชนก็ล้วนแต่เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทย ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกยุบไปหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ผู้นำคนหนึ่งของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล เป็นเจ้าของสื่อเครือผู้จัดการ มีสื่อทุกชนิดทั้งวิทยุ หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ และสื่อออนไลน์ จึงได้ใช้สื่อทุกชนิดที่มีอยู่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของฝ่ายตน ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มพันธมิตรฯผ่านสื่อเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างจากสื่อของฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โดยเฉพาะโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี (ASTV) ถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างเป็นรูปธรรมที่สุด ด้วยการเปิดช่องสัญญาณถ่ายทอดการเคลื่อนไหวจากพื้นที่จริง ยิงสัญญาณผ่านดาวเทียมให้ผู้ชมได้รู้ข่าวสารอย่างทันเหตุการณ์

อิทธิพลของ ASTV นั้น ทางฝ่ายพันธมิตรประชาธิปไตยเชื่อกันว่า ได้ส่งผลสะเทือนต่อการรับรู้ข่าวสาร ความคิด ความเชื่อของประชาชนในชนบทที่เลือกรับข่าวสารผ่าน ASTV เป็นอย่างมาก โดยเห็นได้จากการเคลื่อนไหวต่อต้านระบอบทักษิณครั้งใหม่ ที่มุ่งโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่นำโดยนายสมัคร สุนทรเวช ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนของระบอบทักษิณนั้น มีประชาชนจากจังหวัดต่างๆที่จัดตั้งเป็นกลุ่มพันธมิตรฯประจำจังหวัด ได้เข้าร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการเคลื่อนไหวในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่สุดของการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯจังหวัดก็คือ การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ให้ออกจากพื้นที่ โดยเกิดขึ้นที่จังวัดกระบี่เป็นครั้งแรก และต่อมาที่จังหวัดต่างๆในภาคอีสาน โดยกลุ่มพันธมิตรฯประกาศว่าจะกระทำเช่นนี้เรื่อยไป จนกว่าคณะรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของระบบทักษิณลาออก

ปรากฏการณ์พันธมิตรฯจังหวัดต่างๆดังกล่าว หากเกิดขึ้นเพราะการรับรู้ข่าวสารผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV จริง นับได้ว่า การใช้สื่อโทรทัศน์ในการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ผลตามเป้าหมายเป็นอย่างยิ่ง

2. PTV อาวุธของฝ่าย “เอาทักษิณ”

ฝ่ายสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีทีวี (PTV) ขึ้นในช่วงของรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เพื่อเป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวสารของกลุ่มตน ขณะเดียวกันก็เคลื่อนไหวทางการเมืองในนาม แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) โดยมองว่า ฝ่ายที่ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นฝ่ายเผด็จการ เพราะสนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยการรัฐประหารซึ่งเป็นเผด็จการ ดังนั้น ทั้ง คปค. ก็ดี รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ก็ดี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็ดีล้วนแต่เป็นฝ่ายเผด็จการในมุมมองของ นปก. ทั้งสิ้น แต่การดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ต้องยุติลงหลังจากดำเนินการได้ไม่นาน เนื่องมาจากปัญหาด้านกฎหมาย ทางกลุ่ม นปก. จึงหันไปใช้สื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งมีทั้งหนังสือพิมพ์รายวันและรายสัปดาห์แทน

เมื่อรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เข้าบริหารราชการแผ่นดิน ได้ปรับเปลี่ยนสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยของกรมประชาสัมพันธ์ หรือช่อง 11 เป็นสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที (NBT) เพื่อเป็นคู่แข่งขันกับสถานีโทรทัศน์สาธารณะไทยคือทีบีเอส (PBS) ที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ยึดกิจการของสถานีโทรทัศน์ไอทีวี (ITV) ซึ่งกลุ่มธุรกิจที่ตระกูลชินวัตรเป็นเจ้าของที่ทำผิดสัญญาต่อรัฐแล้วนำไปปรับเปลี่ยนเป็นสถานีโทรทัศน์สาธารณะ รัฐบาลพรรคพลังประชาชนไม่สามารถจะจัดการเปลี่ยนแปลงแทรกแซงสถานี PBS ได้เพราะติดขัดเรื่องกฎหมาย จึงจัดตั้งสถานี NBT ขึ้นมา โดยมี นายจักรภพ เพ็ญแข รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น และเป็นหนึ่งในอดีตแกนนำ นปก. เป็นผู้รับผิดชอบ และว่าจ้างพนักงานของสถานีโทรทัศน์ ITV เดิมบางส่วน มาเป็นพนักงานของ NBT โดยหวังที่จะให้เป็นคู่เปรียบเทียบกับสถานีโทรทัศน์ PBS อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการแสดงท่าทีของฝ่าย “เอาทักษิณ” ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองในฐานะรัฐบาล ที่มีต่อฝ่าย “ไม่เอาทักษิณ” ที่ตนเห็นว่าเป็นเผด็จการที่ได้จัดตั้งสถานีโทรทัศน์ PBS ขึ้น
สถานีโทรทัศน์ NBT หรือช่อง 11 เดิม จึงเป็นเครื่องมือของรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในสายตาของฝ่ายพันธมิตรฯ ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้แก่รัฐบาล ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วก็เป็นภารกิจที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เดิม ได้ดำเนินงานมาตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นต้นมา ไม่ว่าพรรคการเมืองใดเป็นรัฐบาล ล้วนแล้วแต่ใช้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลทั้งสิ้น

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551 สถานีโทรทัศน์ PTV ได้ถูกรื้อฟื้นกิจการขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง โดยกลุ่ม นปก. เดิมที่มีนายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตหนึ่งในแกนนำ นปก. เป็นผู้นำในการดำเนินงาน PTV ครั้งใหม่ โดยกำหนดบทบาทของสถานีโทรทัศน์ PTV ให้เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารด้านตรงกันข้ามกับสถานีโทรทัศน์ ASTV ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย การกลับมาดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ครั้งใหม่นี้ แม้ไม่ได้ดำเนินงานเต็มรูปแบบ ไม่ได้ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง แต่ก็มีนัยอันสำคัญยิ่งในการส่งผ่านความคิดสู่ฝ่าย”เอาทักษิณ” เป็นการกลับเข้าสู่ “สงครามข่าวสาร” ที่ ดูเหมือนว่า ฝ่าย นปก. เพลี่ยงพล้ำให้แก่ฝ่ายพันธมิตรฯ ตลอดมา

การกลับมาดำเนินงานของสถานีโทรทัศน์ PTV ก็เป็นสัญญาณให้ฝ่าย “เอาทักษิณ” ได้ทราบว่า การต่อสู้ยังไม่จบสิ้นลงง่ายๆ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมแล้ว PTV ก็พร้อมที่จะกลับมาดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบเพื่อเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสารไปถึงกลุ่มผู้สนับสนุน เช่นเดียวกับ กลุ่ม นปก. ที่แม้จะไม่การเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมเหมือนในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่เมื่อถึงเวลา กลุ่ม นปก. ก็พร้อมที่จะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้งหนึ่ง โดยมี PTV และอาจมี NBT เป็นแนวร่วม เพราะผู้ปฏิบัติงาน ของ NBT ส่วนหนึ่งมาจากสถานีโทรทัศน์ ITV เดิมดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

คำถามต่อไปมีอยู่ว่า เมื่อใดจึงจะเป็นเวลาอันเหมาะสมที่ PTV กับ นปก. จะดำเนินการเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบ คำตอบย่อมหาได้จากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่าย เมื่อใดฝ่ายที่มีความคิดเดียวกันมีอำนาจทางการเมืองก็จะยุติบทบาทการเคลื่อนไหวลงชั่วคราว ดังเช่น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ยุติบทบาทลงในช่วงรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ แต่ กลุ่ม นปก. ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบและได้จัดตั้ง PTV และสื่อสิ่งพิมพ์ขึ้นเป็นเครื่องมือสื่อสารของตน ต่อมาเมื่อรัฐบาลพรรคพลังประชาชนนำโดยนายสมัคร สุนทรเวช เข้าบริหารประเทศ กลุ่ม นปก. ก็ยุติบทบาทลง แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับใช้สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ASTV เป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวสารอย่างเต็มรูปแบบ ดังที่ปรากฏในปัจจุบัน

3. ประชาชนได้อะไรจากสงครามข่าวสาร

สงครามข่าวสารของทั้งสองฝ่ายยังดำเนินต่อไป ตราบใดที่ความขัดแย้งยังไม่ยุติ เราคงจะได้เห็นการใช้สถานีโทรทัศน์เป็นอาวุธในการต่อสู้ด้านข่าวสาร ซึ่งอาจจะไม่ใช่ ASTV หรือ PTV ตลอดไป เพราะเมื่อเหตุการณ์พัฒนาไปสู่จุดๆหนึ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้ อาจมีการจัดตั้งสถานีโทรทัศน์อื่นที่มีลักษณะเดียวกันเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ข่าวสาร ตามความจำเป็นในสถานการณ์นั้นๆ เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารมีการพัฒนาให้ใช้งานง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ขนาดเล็กลง การติดตั้งไม่มีความยุ่งยากซับซ้อน และมีราคาถูกลง จึงสามารถจัดตั้งขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

หากมองข้ามความขัดแย้งทางการเมืองก็จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของสถานีโทรทัศน์ ASTV ก็ดี PTV ก็ดี หรือสถานีโทรทัศน์ลักษณะเดียวกันที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้สังคมและประชาชนมีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารอยู่ไม่น้อย เพราะทั้งสองฝ่ายที่พยายามเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อโน้มน้าวประชาชนให้เห็นด้วยกับฝ่ายตนมากที่สุด ย่อมจะต้องเสาะหาข้อมูล ข่าวสาร หลักฐานที่หนักแน่นมานำเสนอ เพื่อให้ประชาชนผู้รับข่าวสารพิจารณา

แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ การเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น มักมีการปลุกเร้าอารมณ์ให้ฮึกเหิม ด้วยการกล่าวโจมตีฝ่ายตรงกันข้ามโดยใช้ข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว คือด้านที่เป็นประโยชน์แก่ฝ่ายตนและเป็นโทษแก่ฝ่ายตรงกันข้าม รวมไปถึงการปลุกเร้าให้เกลียดชังฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายตน จนอาจนำไปการใช้ความรุนแรงต่อกัน ดังที่เคยขึ้นกับสังคมไทยในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 หรือที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆทั่วโลก

แต่อย่างไรก็ตาม หากไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น การต่อสู้กันด้วยข้อมูลข่าวสาร แม้จะมีการใส่ร้ายป้ายสีกันไปด้วย แต่สังคมก็ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆเพิ่มขึ้น สำหรับผู้ที่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด หากรับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทั้งสองฝ่าย แล้วนำมากลั่นกรองไตร่ตรองชั่งน้ำหนักหาความจริง ก็ย่อมจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์แก่สังคมในทางหนึ่งทางใดได้เช่นกัน.

โกศล อนุสิม
๑๑ กรกฎาคม ๒๕๕๑

สูตรง่ายๆในการเรียกคนเข้าบล็อกเพิ่มขึ้นเท่าตัวในสามสิบวัน (ฝรั่งบอกมา)

 

<< โฉมหน้าของ Darren Rowse แห่ง Problogger.net

………………………

ผมร่อนเร่พเนจรไปในโลกไซเบอร์อันกว้างใหญ่ โซซัดโซเซโผเผจับพลัดจับผลูไปถึงหน้าบ้านของนาย Darren Rowse เห็นป้ายเขียนไว้หน้าบ้านว่า Problogger.net จึงแวะเข้าไปดูด้วยความสนใจ

Darren Rowse คงเรียกได้ว่าเป็นคนทำบล็อกที่มีความช่ำชองระดับเซียน ดูจากข้อเขียนที่มีอยู่เป็นจำนวนมากเต็มไปด้วยคำแนะนำเรื่องทำบล็อกทั้งนั้น แต่ละเรื่องมีคนอ่านแสดงความคิดเห็นกันเป็นร้อยจนถึงหลายร้อยความเห็นเลยทีเดียว

อ่านไปอ่านมาจนตาลาย เห็นบทความหนึ่งที่เขาเขียนเกี่ยวกับการสร้างทราฟฟิคให้บล็อก ทั้งยังบอกว่าเพิ่มขึ้นเท่าตัวในเวลาสามสิบวัน นี่จะโม้หรือเปล่า เราเขียนมาเป็นปีแล้วยังเพิ่มไม่ถึงครึ่งตัว อย่ากระนั้นเลย ลองละเอียดข้อเขียนของเซียนเขาดูหน่อยซี เห็นจำนวนคอมเมนต์แล้วก็มากมายจริงๆ ตั้ง 333 คอมเมนต์ แสดงว่า ของเขาคงดีดังที่พาดหัวไว้ คนจึงร่วมโม้มากมายปานนี้

Read More

แม็ทท์ คัทส์ (Matt Cutts) กับบล็อกของเขา

ผมทำตัวเป็นผู้อ่านบล็อกของนาย แม็ทท์ คัทส์ (Matt Cutts) มานานพอสมควร เขาเอาเรื่องอันพันละน้อยมาเขียนแล้วอ่านสนุกดี ส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต แต่ก็มีเรื่องอื่นๆอีกมากมาย ทั้งการท่องเที่ยว ชีวิต สังคม เรื่องขำๆก็มี นับว่านายแม็ทท์ คัทส์ คนนี้มีอารมณ์ขันอยู่ไม่น้อย

แม็ทท์ คัทส์- who are you? ตามประวัติฉบับย่อที่เขาเขียนไว้ในบล็อกบอกว่า จบการศึกษาปริญญาเอกด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิค(computer graphics) จากมหาวิทยาลัย North Carolina at Chapel Hill ทำงานกับ Google ตั้งแต่ปี 2543 (2000) ปัจุบันเป็น head of Google’s Webspam team

รูปโฉมนายแม็ทท์ คัทส์ ก็ดังที่เห็นในภาพด้านล่างนั่นแหละครับ ยังหนุ่มแน่นแสนจะละอ่อนอยู่พอสมควร การที่นั่งเก้าอี้ใหญ่โตในกูเกิลก็ย่อมเป็นคนเก่งคนหนึ่ง เราๆทั้งหลายที่ได้ใช้ของฟรีกูเกิลโดยสวัสดิภาพอยู่ทุกวันนี้ นายแม็ทท์ คัทส์ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นผู้ให้บริการแก่เรา (นั่น ว่าเข้าไปนั่น)

บทความล่าสุดที่เขาเผยแพร่ในบล้อกก็คือ Three tips for “company blogging” แนะนำการเขียนบล้อกของบรรดาผู้ที่อยู่ในองค์กรต่างๆ ที่ทำในนามองค์กรหรือเอาข้อมูลองค์กรมาเผยแพร่ เขาเตือนให้ระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา โดยเขาได้บทเรียนจากการกระทำของตนในอดีตมบอกเล่าแก่เพื่อนๆนักอ่าน โดยมีข้อเตือนใจ 3 ข้อคือ

1.อย่าได้พูดอะไรที่เป็นข้อผููกมัดในเรื่องของอนาคต (Don’t make hard promises about the future. ) เพราะถ้าทำไม่ได้แล้วมันจะเสียหาย เช่น การประกาศจะวางผลิตภัณฑ์ใหม่โดยกำหนดวันที่แน่นอน ถ้าทำไม่ได้ตามที่พูด ก็จะเสียหน้าและเสียหายด้วย

2.อย่าปรามาสคู่แข่ง (Don’t trash talk a competitor) -ของแบบนี้จะปรามาสกันไม่ได้ อาจจะเกิดความเสียหายแก่เราเอาก็ได้ อย่าทำ

3.อย่าเขียนบล็อกในขฯะที่ยังโกรธอยู่ (Don’t post when you’re angry) นายแม็ทท์ คัตส์ บอกว่าเป็นสิ่งสำคัญ ขอให้เย็นลงก่อนค่อยเขียนจะเป็นการดี

นี่เป็นสาระพอสังเขปที่เก็บมาจาบทความของนายแมทท์ คัทส์ หัวหน้าฝ่ายสแปมเว็บของกูเกิล (head of Google’s Webspam team) ถ้าใครอยากอ่านเต็มๆก็ กดที่นี่ครับ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านบ้าง สวัสดี.

ข่าวเขาว่า web2.0 มีกฎ 1%

 วันอาทิตย์ 24 สิงหาคม 2551 ตื่นมาเวลาตีห้านิดๆ แกะขี้ตาจนหายงัวเงียแล้วเปิดคอมฯเข้าเน็ต อ่านข่าวเช้าดูสถานการณ์โลกและเมืองไทย วันนี้ CNN เอาข่าว บารัก โอบามา เลือก สว. โจ ไบเด็น (Joe Biden ชื่อเต็มๆคือ Joseph R. Biden Jr. ) เป็นผู้สมัครตำแหน่งรองประธานาธิบดีคู่กับตน ในการชิงชัยตำแหน่งผู้นำสหรัฐฯ โดยโอบามาบอกว่า ท่าน สว.โจ ไบเด็น นี้ “เป็นผู้นำที่พร้อมจะก้าวไปเป็นประธานาธิบดี”(a leader who is ready to step in and be president.) ว่างั้น ก็ต้องรอดูใจอเมริกันชนว่าจะเอาอย่างไร

ด้าน BBC ฝั่งอังกฤษมาแปลก ทำเรื่องลิงค์ภายในเว็บไซต์ของตนเองเป็นข่าวใหญ่  ด้วยการชูเรื่องจีนเป็นพระเอก  พาดหัวว่า Search me บรรยายว่านี่เป็นรวมลิงค์เรื่องเยี่ยมๆ อยากรู้เรื่องดีๆก็คลิกเลย  พอคลิกเข้าไปดูแล้วก็เป็นสารบัญเรื่องต่างๆที่จัดเป็นหมวดหมู่ คงให้ง่ายต่อการเลือกอ่านตามความสนใจ เป็นการอำนวยความสะดวกให้แฟนคลับของ BBC

Read More