หนังสือ,วรรณกรรม,วัฒนธรรม,ศิลปะ,เทคโนโลยี และจิปาถะ

สังคม-การเมือง

now browsing by category

 

“แสงออน” และ “นาคกัญญา” : อิทธิพลของผู้หญิงต่อการบ้านและการเมืองในสังคมผู้ชายเป็นใหญ่

นิยายขนาดสั้นเรื่อง “แสงออน” และ “นาคกัญญา” ของ มาลา คำจันทร์ แม้นำเสนอเรื่องรักข้ามภพชาติที่เกี่ยวพันกันระหว่างภพมนุษย์กับภพนาคในทำนองชิงรักหักสวาทซึ่งอาจมองว่าเป็นเรื่องรักดาดๆ ทั่วไปได้ แต่สาระและความคิดที่ผู้เขียนใส่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเชื่อการเวียนว่ายตายเกิดรัก โลภ โกรธ หลง การแสวงหาหนทางพ้นทุกข์ตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า การแย่งชิงอำนาจทางการเมืองของพวกนาคโดยมีผู้หญิง (นาคหญิง) คือ นาคกัญญา เป็นแก่นกลางของเรื่อง ทำให้นิยายขนาดสั้นสองเรื่องอันเป็นภาคต่อกันนี้ มีความพิเศษขึ้นมา โดยเฉพาะเรื่องบทบาทของผู้หญิงในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ ผู้เขียนนำเสนอได้น่าสนใจยิ่ง

ก่อนจะพูดถึงเนื้อหาของนิยาย ขอทำความเข้าใจกับลักษณะของสังคมผู้ชายเป็นใหญ่ก่อนเพื่อประกอบการพิจารณาประเด็นที่จะกล่าวถึง

Read More

วิกฤติใหญ่ ใครๆก็ออกมาจากที่ตั้งเพื่อเตือนสตินักการเมือง

วิกฤติทางการเมืองไทยที่เพิ่งผ่อนคลายลงนั้น นับเป็นวิกฤตที่รุนแรงอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลเลวร้ายถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างร้ายแรงจนไม่อาจประเมินค่าความเสียหายได้ ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้ว ประกอบสภาพเศรษฐกิจของโลกที่อยู่ในภาวะถดถอย ส่งผลถึงไทยเช่นเดียวกัน ทำให้วิกฤติการณ์สองอย่างรวมกัน สร้างความเสียหายเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าจากที่เคยเป็นในครั้งก่อนๆ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเมืองเกิดวิกฤติขึ้นอย่างรุนแรงในครั้งนี้ก็คือ พฤติกรรมของนักการเมืองที่ขาดความรับผิดชอบในการทำหน้าที่ผู้แทนปวงชน เป็นการเมืองเพื่อแสวงหาและรักษาผลประโยชน์ของตนกับพรรคพวก ทำให้ประเทศชาติสูญเสียทรัพย์สินและโอกาสในการที่จะพัฒนาไปสู่ความเจริญและมั่นคง การกระทำของนักการเมืองทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งออกมาประท้วงต่อต้าน จนนำไปสู่วิกฤตการณ์ที่รุนแรงดังกล่าว

วิกฤติการที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ แม้จะความเสียหายแก่สังคมไทยอย่างมากมาย แต่ก็ก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวที่มีนัยสำคัญในทางสร้างสรรค์และพัฒนาการทางการเมืองหลายประการ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ นับเป็นแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการเมืองที่ดีในอนาคตได้ หรือาจจะเรียกว่าการเมืองใหม่ ตามที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยพยายามนำเสนอแนวคิดสู่สังคมไทย

การเคลื่อนไหวที่ว่านั้นมีอะไรบ้าง ทำไมจึงจะถือว่ามีนัยสำคัญในการสร้างการเมืองใหม่ขึ้นมาในสังคมไทย ในที่นี้ จะขอเสนอเป็นข้อสังเกตไว้ดังนี้

Read More

ประเทศไทยบนกล่องระเบิดที่มีสายชนวนพร้อมจุด

ผมเขียนเรื่องนี้เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2551 หลังจากศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาให้ยุบพรรคการเมือง 3 พรรค อันได้แก่ พลังประชาชน ชาติไทย และ มัชฌิมาธิปไตย เพราะกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งและผิดรัฐธรรมนูญ และตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 5 ปี ทำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เป็นกรรมการบริหารพรรคที่ถูกยุบต้องพ้นจากตำแหน่งโดยทันที

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมขับไล่รัฐบาลมาหกเดือน ล่าสุดบุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมืองเพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก ก็ประกาศเลิกชุมนุมในวันที่ 3 ธันวาคม เวลา 10.00 น. ทำให้สถานการณ์การเมืองและความวุ่นวายจาการปิดสนามบินทั้งสองแห่งสงบลง

บรรยากาศอันตรึงเครียดที่เป็นมาตลอดระยะเวลากว่า 6 เดือน นับแต่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดชุมนุมขึ้น ก็ผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด ประชาชนไทยพอจะมองเห็นความหวังในการนำพาประเทศชาติเดินต่อไปข้างหน้าบ้าง แม้จะขลุกขลักแต่ก็ดีกว่าถอยหลังหรือหยุดอยู่กับที่

แต่หากพิจารณาตามความเป็นจริงแล้ว เหตุการณ์ที่ดุเหมือนสงบลงนั้น เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์หน้าฉากเท่านั้น เพราะหลังฉากยังมีการต่อสู้แย่งชิงทางการเมืองกันอยู่อย่างดุเดือด ความสงบที่เกิดขึ้นขณะนี้ อาจเป็นเพียงการพักรบระยะหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เหตุการณ์อาจจะปะทุขึ้นอีก และอาจรุนแรงกว่าที่ผ่านมาหลายเท่า

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมอดที่จะนึกถึงเหตุการณ์รอยต่อระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่กับสงครามโลกครั้งที่ 2 ไม่ได้ เมื่อผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย เรียนประวัติศาสตร์สากล ครูประวัติศาสตร์ที่สอนผมที่โรงเรียนเดชอุดม จ.อุบลราชธานี ตั้งข้องสังเกตว่า แท้จริงแล้ว ระยะเวลาประมาณ 20 ปีที่สงครามโลกครั้งที่ 1 สงบลงนั้น เป็นเพียงการสงบศึกชั่วคราว เหมือนเป็นการส้องสุมกำลังเพื่อที่จะกลับมาทำสงครามกันใหม่ ก็เห็นจะจริงเช่นนั้น เพราะระยะเวลา 20 ปี ทั้งสองฝ่ายมีกำลังคนรุ่นใหม่โตพอที่จะเป็นทหารได้พอดี พวกทหารเก่าที่รอดตายจากสงครามครั้งแรกก็ยังอยู่ในวัยที่สามารถเข้าสนามรบได้อีก เป็นผู้บังคับบัญชาทหารใหม่ ทำภารกิจที่ค้างคาจากครั้งก่อนให้ลุล่วง หรือไม่ก็ตายไปในสงคราม

ดังนั้น โลกหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงเป็นช่วงที่นั่งอยู่บนกล่องระเบิดที่มีสายชนวนพร้อมจุด รอแต่เพียงว่า ใครจะกล้าหาญจุดก่อน ในที่สุดฝ่ายเยอรมันก็เป็นผู้จุด โดยเปิดแกสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยการบุกยึกดปแลนดืแบบสายฟ้าแลบ แสดงแสนยานุภาพอันยิ่งใหญ่ให้ศัตรูตื่นตลึง เป็นการเปิดฉากสงครามโดยฝ่ายที่เคยพ่ายแพ้ อย่างรุนแรงและรวดเร็ว ก่อความเสียหายหลายเท่า แม้สงบลงแล้วก็ยังผลสะเทือนให้โลกแตกแยกเป็นสองฝ่าย กลายเป็นสงครามเย็นต่อเนื่องมายาวนานครึ่งศตวรรษ

สังคมไทยของเราในวันนี้ ผมคิดว่า ไม่ต่างจากโลกในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 หรือช่วงสงครามเย็นที่เหมือนนั่งอยู่บนกล่องระเบิดที่มีสายชนวนพร้อมที่จะถูกจุดให้ระเบิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง ซึ่งอาจจะในเวลาอันใกล้นี้ และเป็นระเบิดที่รุนแรงเกินจะคาดคิดเพราะเกี่ยวข้องกับอำนาจและผลประโยชน์ ของชนชั้นนำในสังคมที่ใช้ชนชั้นล่างเป็นเครื่องมือในการต่อสู้
Read More

ประเทศไทย…จะเดินไปสู่หนไหนกันดี

คนไทยที่ไม่ได้เข้าร่วมฝักฝ่ายใด ระหว่างกลุ่มคนเสื้อเหลืองกับเสื้อแดง ตอนนี้ก็คงมีคำถามไม่ต่างกัน นั่นคือ เหตุการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายอยู่นี้ มันจะเดินไปในทิศทางใดต่อและจะจบลงยังไง สองคำถามนี้เกิดขึ้นคู่กัน และไม่มีคำตอบ

มีคนพยายามเสนอทางออกในการแก้ไขปัญหามากมาย ได้แก่ การยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน หรือนายกรัฐมนตรีลาออก แต่คำตอบที่ได้รับก็คือ ฝ่ายรัฐบาลที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงสนับสนุนก็บอกว่า ไม่ยุบสภาและไม่ลาออก เพราะมีความชอบธรรมในการบริหารราชการบ้านเมืองเนื่องจากได้รับเลือกมาจากประชาชน

ฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือคนสวมเสื้อเหลือง ที่ประท้วงรัฐบาลมาหลายเดือนแล้ว ก็ยืนยันว่า ไม่หยุดชุมนุมจนกว่ารัฐบาลนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกและรับประกันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่อยู่ต่างประเทศก็เปิดประเด็นโจมตีประเทศของตนเองอย่างไม่มีชิ้นดี โดยเฉพาะศาลสถิตยุติธรรมถูกอดีตนายกรัฐมนตรีกระหน่ำอย่างไม่ยั้ง รวมถึงส่งสัญญาณให้กลุ่มคนเสื้อแดงที่สนับสนุนตนและรัฐบาลชุมนุมเผชิญหน้ากับพันธมิตรฯ แข่งกันสร้างความเสียหาบซ้ำเติมประเทศชาติอย่างไม่ยั้งมือ

หลายภาคส่วนของสังคม ประกอบด้วยคนที่ไม่เข้าข้างทั้งสองฝ่าย ต่างออกมาเรียกร้องให้ยุติการบ่อนทำลายประเทศชาติของผู้ที่เกี่ยวข้อง นั่นคือ ให้พันธมิตรฯเลิกชุมนุม เลิกยึดสนามบินทั้งสองแห่ง ให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน ให้กลุ่มคนเสื้อแดงหรือแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก) เลิกเคลื่อนไหว แต่คำตอบนั้นอยู่ในสายลม ไม่มีใครยอมฟัง มิหนำซ้ำในวันนี้ (2 ธันวาคม 2551) กลุ่ม นปก. ก้ยกกันไปล้อมศาลรัฐธรรมนูญที่พิจารณาคดยุบพรรคการเมือง อันได้แก่พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย จนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องย้ายไปใช้ศาลปกครองเป็นที่พิจารณาคดี แต่ก็มีข่าวว่า กลุ่ม นปก. ก็จะยกตามไปประท้วงที่ศาลปกครองด้วย

เรียกได้ว่าเป็นพฤติกรรมเลียนแบบฝ่ายพันธมิตร ที่เห็นฝ่ายหนึ่งทำก็ทำบ้าง โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเป็นเช่นไร
Read More

พี่น้องพันธมิตรจากผู้จัดการ เชิญตรงนี้

เนื่องจากผมได้แสดงความเห็นในข่าวการปิดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรฯ โดยไม่เห็นด้วยและประณามการกระทำดังกล่าวด้วยข้อความข้างล่างนี้

ผมขอประณามพันธมิตรที่ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ

ยึดทำเนียบและที่ดอนเมืองพอจะรับฟังได้ แม้ผมไม่เห็นด้วย

แต่การปิดสนามบินสุวรรณภูมินั้นก่อความเสียหายมากนะครับ เสียหายแค่ไหนอย่างไรคงไม่ต้องจาระไน เพราะคนมีสติปัญญาคิดเบาๆก็คิดออก

พวกคุณบอกว่าทักษิณทำผิดกฎหมาย โกงชาติ อันนั้นผมก็เห็นด้วย ผมก็ไม่ชอบทักษิณ ผมเคยสนับสนุนพันธมิตร

แต่ตอนนี้พันธมิตรทำผิดกฎหมายหลายข้อ คุกคามคนอื่น ทั้งๆที่ประณามคนอื่น จะอ้างว่าเพื่อกู้ชาติต้องทำผิดกฎหมาย มันไม่ใช่นะครับ

ผมประณามรัฐบาลในกรณี 7 ตุลาคม ผมประณามคนที่โยนระเบิดใส่พันธมิตร ตอนนี้ผมก็ขอประณามพันธมิตรด้วย

ผมไม่ใช่อีแอบ โกศล อนุสิม เป็นชื่อและนามสกุลจริงของผม ผมเคยเป็นบล็อกเกอร์ที่เอ็มบล็อกแต่ผมถอนตัวไปแล้วเพราะผมไม่เห็นด้วยกับการนำสื่อไปรับใช้การเคลื่อนไหวทางการเมือง

ผมเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่พวกคุณเรียกว่าอีแอบ กลางกลวง หรืออะไรก็ตามแต่สุดที่พวกคุณจะเรียกเพียงเพราะคิดต่างจากพวกคุณ

หากพวกคุณจะถล่มผมก็ขอเชิญไปถล่มได้ที่บล็อกของผม

http://www.kosolnet.com

แต่ขอให้ถล่มด้วยปัญญาอย่าใช้ความดิบถ่อยเถื่อนเหมือน นปก.

ผู้ที่ดูแลความเห็น ซึ่งผมคิดว่าเป็นน้องพี่ที่ผมรู้จักและรู้จักผม กรุณาเอาความคิดเห็นของผมขึ้นเผยแพร่ด้วยครับ

ผมมาแบบจริงใจไม่ได้แอบ.

Read More

ใครจะทำให้เกิดอนาธิปไตย

ความตรึงเครียดของสังคมไทยที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมือง จนเกิดการแบ่งฝ่ายดังเช่นทุกวันนี้ จนใกล้สภาพอนาธิปไตยไปทุกที โดยความรุนแรงเกิดขึ้นในใจกลางเมืองหลวงถี่ขึ้น การเคารพกฎหมายหย่อนยาน การดำเนินการตามกฎหมายเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษเป็นไปอย่างล่าช้า และถูกมองว่าไม่มีความยุติธรรม รัฐบาลก็แทบจะไม่มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบต่างๆให้เป็นผลอย่างแท้จริง และที่สำคัญ คู่ขัดแย้งทางการเมืองซึ่งเป็นคนไทยด้วยกัน แต่ยืนอยู่คนละขั้วความคิด ต่างพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน

หากเกิดสภาพอนาธิปไตยขึ้น ใครเป็นคนก่อให้เกิดขึ้นมา นี่เป็นคำถามที่สังคมไทยต้องหาคำตอบ ก่อนที่มันจะเกิดอย่างเต็มรูปแบบจริงๆ

การพยายามหาคำตอบว่าใครจะมีส่วนในการก่อให้เกิดสภาพอนาธิปไตย ย่อมมิใช่เป็นการหาผู้กระทำผิดเพื่อโยนบาปให้แต่อย่างใด แต่เป็นการค้นหาคู่ขัดแย้งเพื่อที่จะได้หาทางออกร่วมกัน

จุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง ย่อมเกิดขึ้นเมื่อครั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ที่กุมอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งการบริหารและนิติบัญญัติ ดำเนินการบริหารประเทศภายใต้นโยบายประชานิยม ซึ่งก่อให้เกิดทั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง ทั้งการบริหารงานที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส เต็มไปด้วยผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอรัปชั่นเชิงนโยบาย จนทำให้ประเทศชาติเสียหายนับเป็นมูลค่าที่ไม่อาจประเมินได้ จึงมีขบวนการต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขึ้น เป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งฝ่ายทางการเมือง อันได้แก่ ฝ่ายที่สนับสนุนและฝ่ายคัดค้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำไปสู่ความขัดแย้งของสองฝ่ายอย่างรุนแรง จบลงด้วยการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้งเมื่อรัฐบาลพรรคพลังประชาชนที่เป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เป็นรัฐบาล โดยมีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นนายกรัฐมนตรี มีการคัดค้านโดยการนำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีกลุ่มสนับสนุนคือกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก) ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งเดิมก่อนการรัฐประหาร ทั้งสองกลุ่มพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงต่อกัน ซึ่งจะนำไปสู่สภาพอนาธิปไตยของสังคมไทย

เมื่อเป็นเช่นนี้ หาก สภาพอนาธิปไตยเกิดขึ้นเมื่อใด ผู้ที่ทำให้เกิดขึ้นย่อมประกอบไปด้วยฝ่ายต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ได้แก่

Read More

ท่านประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกาไม่ใช่แห่งอื่น

 

ในที่สุดอเมริกันชนก็เลือกความเปลี่ยนแปลง (Change) จริงๆนะ นั่นคือ เลือก บารัก โอบามา (Barack Obama) คนผิวสีเป็นประธานาธิบดีคนที่ 44 เรียบร้อยแล้ว โดยมีคนผิวขาวคือ โจ ไบเด็น (Joe Biden) เป็นรองประธานาธิบดี

บารัก โอบามา ผู้ประกาศนโยบายหาเสียงชูเรื่องความเปลี่ยนแปลง (ดูรูปประกอบได้) โดยประกาศว่าจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่สหรัฐอเมริกาอย่างใหญ่หลวง ซึ่งปรากฏว่า เขานำความเปลี่ยนแปลงมาให้สหรัฐอเมริกาจริงๆ

การที่เขาได้เป็นประธานาธิบดีนั่นแหละคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เพราะแต่ก่อนแต่ไรมาในประวัติศาสตร์ 200 กว่าปีของประเทศนี้ มีแต่คนผิวขาวเท่านั้นที่ได้เป็นผู้นำประเทศ เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองทัพที่มีทหารประจำการอยู่ทั่วโลก อาจเรียกได้ว่าเป็นบุรุษที่มีอำนาจที่สุดในโลกก็ว่าได้

เมื่อเลือกคนผิวสีเป็นผู้นำ (แม้จะเป็นลูกครึ่งโดยมีแม่เป็นคนผิวขาว แต่เขาคือคนผิวสี) ก็แสดงว่า สหรัฐอเมริกาพร้อมจะก้าวไปสู่ความเปลี่ยนแปลงแล้ว

Read More

การเมืองแตกหัก : คนไทยเตรียมตัวซ่อมบ้านกันอีกครั้ง

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ภาพจากผู้จัดการออนไลน์

พลันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตามหมายจับฐานเป็นกบฏร่วมกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะที่ออกไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในเช้าวันที่ 5 ตุลาคม 2551 พลันก็มีการเคลื่อนไหวอย่างร้อนแรงจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ต่างระดมคนจากจังหวัดต่างๆเดินทางเข้ามาสมทบกับพันธมิตรฯที่ชุมนุมในทำเนียบรัฐบาล โดยประกาศล้มเจรจาที่กำลังจะมีขึ้นกับฝ่ายรัฐบาล นั่นแสดงให้เห็นว่า ความหวังที่จะมีการพุดคุยกันเพื่อหาทางออกแบบไม่เผชิญหน้ากันจบลงแล้ว

การจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง รวมถึงนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำอีกคนหนึ่งซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้ จะเป็นไปโดยความตั้งใจของทั้งสองคน โดยเฉพาะ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่า จงใจออกไปให้ตำรวจจับกุม หรือเป็นไปด้วยความบังเอิญก็ตาม ย่อมจะนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นได้ จนอาจถึงขั้นนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง ดังที่หลายฝ่ายกังวล

เพราะเมื่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้รัฐบาลปล่อยตัวแกนนำทั้งสอง จนอาจถึงขั้นการเคลื่อนย้ายฝูงชนไปกดดันตามสถานที่ต่างๆ ก็จะทำให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ หรือ นปก. ที่สนับสนุนรัฐบาลออกมาคัดค้านอย่างแน่นอน ดังนั้น แนวโน้มที่ทั้งสองกลุ่มจะเกิดการปะทะกันถึงขั้นเลือดตกยางออกย่อมเกิดขึ้นได้ อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ร้ายแรงที่จะตามมา ซึ่งไม่มีใครคาดคิดได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

Read More

ทำไมผมจึงลบบล็อกตัวเองออกจาก mBlog เครือผู้จัดการ

ผู้ที่ค้นหาเรื่องจาก Search Engine หากบังเอิญเจอเรื่องที่ต้องการจากลิงค์ของผมที่ mBlog ของเครือผู้จัดการ คือ http://mblog.manager.co.th/kosolanusim/ แต่ปรากฏว่าไม่มีข้อมูลใดๆที่บล็อกนั้น ก็ขอโปรดทราบว่า ผมได้ลบข้อมูลออกเอง ไม่ใช่ทาง mBlog ลบออกแต่อย่างใด

เหตุที่ผมตัดสินใจลบข้อมูลทั้งหมดออกจากบล็อก เนื่องมาจาก ณ ตอนนี้สื่อในเครือผู้จัดการทั้งหมด ได้กลายเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และหลังจากเหตุการณ์วันที่ 26 สิงหาคม 2551 ที่พันธมิตรฯ ได้เคลื่อนไหวในเหตุการณ์ที่ทางกลุ่มเรียกว่าปฏิบัติการไทยคู่ฟ้า ซึ่งผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว โดยเฉพาะการบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ รวมถึงทำเนียบรัฐบาล โดยกล่าวอ้างว่าเป็นอารยะขัดขืน แต่ผมเชื่อว่าหาใช่อารยะขัดขืนไม่

ผมได้แสดงความคิด ความเชื่ออย่างตรงไปตรงมา ในบล็อกของผมที่ mBlog โดยประเด็นใดที่ผมเห็นด้วยกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผมก็ไม่รีรอที่จะบอกว่าเป็นด้วย สิ่งใดที่ผมไม่เห็นด้วยผมก็บอกว่าไม่เห็นด้วย และวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา จนดูเหมือนว่า ผมเป็นบล็อกเกอร์คนเดียวที่แหกคอกอยู่ ณ ที่นั้น อาจทำให้เกิดความอึดอัดแก่เพื่อนบล็อกเกอร์อื่นๆ รวมถึงผู้รับผิดชอบดูแลบล็อก และเป็นการเสียมารยาทที่ผมจะแสดงตนเป็นปฏิปักษ์แก่เจ้าของสื่อ ซึ่งก็คือเจ้าของบ้าน ผมจึงตัดสินใจย้ายตัวเองออกจากที่นั้น

การอยู่ที่นั่นของผมไม่ได้สร้างอะไรแก่ mBlog ดังนั้นการออกมาจากที่นั่นก็ไม่ได้สร้างความกระทบกระเทือนอะไรแก่ mBlog เช่นกัน และผมเพียงตั้งใจแสดงจุดยืนของผมว่าไม่เห็นด้วยกับการกระทำของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในปัจจุบัน จึงไม่เห็นด้วยในการทำหน้าที่ของสื่อในเครือผู้จัดการที่เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

ผมถอนตัวจากที่นั่น เพื่อที่ผมจะสามารถวิพากษ์วิจารณ์ คัดค้าน หรือสนับสนุนพันธมิตรประชาชนประชาธิปไตยได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องใช้พื้นที่ของ mBlog เพราะเมื่อผมยังใช้พื้นที่ที่นั่นอยู่ หากผมสนับสนุนประเด็นใด ผมก็จะกลายเป็นเครื่องมือของพันธมิตรฯ หากผมคัดค้านประเด็นใด ผมก็คงกลายเป็นศัตรูของพันธมิตรฯ ในบ้านของพันธมิตรเอง ดังนั้น การที่ผมออกมายืนอยู่ในพื้นที่ของผมเอง ย่อมเป็นการยืนอยู่อย่างอิสระ ไม่เข้าข้างใคร เพราะผมวิพากษ์วิจารณ์ทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ รัฐบาล ฝ่ายค้าน พรรคการเมือง นักการเมือง ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับการรับผิดชอบชีวิตของประชาชน

เรื่องใดที่ผมเห็นด้วยผมก็แสดงการสนับสนุน เรื่องใดที่ผมไม่เห็นด้วยผมก็แสดงการคัดค้าน อย่างตรงไปตรงมาเสมอ เช่น ผมเคยเขียนบทความเรื่อง “ความเห็นเรื่องสื่อ : เมื่อผมไม่เห็นด้วยกับ สนธิ ลิ้มทองกุล ผมก็ไม่เห็นด้วยกับ จักรภพ เพ็ญแข“  ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ผมไม่ได้ยืนอยู่ข้างใคร นอกจากสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นความถูกต้อง

ดังนั้น หากผู้อ่านที่เคยอ่านข้อเขียนของผมที่ mBlog ได้อ่านข้อเขียนนี้ ก็โปรดติดตามอ่านข้อเขียนของผมที่นี่ คือKosolnet.com ซึ่งผมได้รวบรวมข้อเขียนเก่าๆจากที่ต่างๆ และข้อเขียนใหม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และเรื่องที่น่าสนใจอื่นๆเผยแพร่ไว้ที่นี่

ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยือน ทั้งที่ตั้งใจมาและมาโดยบังเอิญ ทั้งที่ส่งเสียงและมาเงียบๆ ขอบคุณครับ.

การเมืองใหม่ : ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น

สังคมไทยกำลังโหยหาทางออกจากปัญหาการเมือง ที่กลายเป็นไส้เปื่อยจนเน่าเหม็นทำลายองคาพยพสังคมไทยลงเรื่อยๆ แต่ดูเหมือนว่าทางออกที่กำลังแสวงหากันอยู่นั้นจะหายากหาเย็นกันเป็นอย่างยิ่ง แม้สิ่งที่เรียกว่าการเมืองใหม่ที่เสนอโดยฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังได้รับความสนใจจากสังคมไทยอย่างกว้างขวาง แต่ก็ดูเหมือนว่า เอาเข้าจริงแล้ว ยังไม่มีใครรู้เลยว่า การเมืองใหม่ที่พูดๆกันนั้น จะมีหน้าตาเป็นอย่างไร ดังนั้น สิ่งที่จะทำกันในตอนนี้ก็คือ ต้องหาคนมาเป็นผู้ปั้นแต่งขึ้นรูปทรงหน้าตาของการเมืองใหม่ เพื่อเสนอให้สังคมไทยพิจารณา จากนั้นค่อยช่วยกันต่อเติมรายละเอียด ซึ่งคงต้องถกเถียงและถีบถองกันต่อไปอีกยาวนาน

ปัญหาความเน่าเหม็นของระบบการเมืองไทยนั้นมีมาตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.2475 ที่เกิดจากการรัฐประหารยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ (ขอใช้คำว่ารัฐประหาร แม้การเปลี่ยนแปลงในครั้งนั้นจะมีคุณูปการอย่างล้นเหลือที่สถาปนาระบอบระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาในสังคมไทย แต่แท้จริงแล้วก็คือการรัฐประหาร) จากนั้นก็เกิดการแย่งชิงอำนาจกันในหมู่ผู้ร่วมเปลี่ยนแปลงการปกครอง นับตั้งแต่ปีรุ่งขึ้นเป็นต้นมา โดยมีการรัฐประหารซึ่งมีทั้งสำเร็จและล้มเหลวตลอด 76 ปี ของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

มีความพยายามของสังคมไทยในการปฏิรูประบบการเมืองให้ดีขึ้นอยู่เสมอมา เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่ถือว่าเป็นการปฏิวัติของประชาชนเพื่อสร้างประชาธิปไตยเคยเป็นความหวังที่เรืองรองมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่แล้วก็ดับวูบลงในไม่กี่ปีต่อมา การลุกขึ้นโค่นล้มรัฐบาล รสช. ที่นำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร เมื่อปี 2535 ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่เคยฝันว่าจะเป็นความหวังในการพัฒนาประชาธิปไตยไทยให้ยกระดับสู่ความมั่นคงแข็งแรง ผลพวงก็คือการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2540 ที่ถือกันว่าเป็นประชาธิปไตยอีกฉบับหนึ่ง แต่กลายกลับเป็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือที่นำมาสู่การใช้อำนาจเด็ดขาดจนกลายเป็นเผด็จการรัฐสภาของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในที่สุดก็ถูกฉีกทิ้งโดยคณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยความเห็นดีเห็นงามของสังคมไทย จากนั้นก็สร้างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่โดยอาศัยเค้าโครงเดิม กลายเป็นรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ที่มีปัญหาอยู่ในเวลานี้ เพราะเป็นหนึ่งในชนวนความขัดแย้งของคนในสังคมไทยระหว่างฝ่ายเอาทักษิณที่จ้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับฝ่ายไม่เอาทักษิณที่ประกาศพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ จนแทบจะนำไปสู่การนองเลือดมาแล้ว ในที่สุดจึงหาทางออกโดยการเสนอแนวคิดการเมืองใหม่ที่เปิดฉากการถกเถียงและถีบถองกันอีกครั้งหนึ่งอยู่ในเวลานี้

ที่ผ่านมาสังคมไทยมองว่าปัญหาการเมืองนั้นเกิดจากระบบหรือโครงสร้างเป็นสำคัญ จึงมุ่งแก้ปัญหาตรงโครงสร้าง นั่นคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญอันเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของระบบการเมือง ซึ่งผลปรากฏออกมาแล้วว่า ไม่ว่าจะมีโครงสร้างดีเพียงใด เช่นรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ออกแบบโครงสร้างไว้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว แต่การเมืองไทยก็ยังเน่าเหม็น ไม่สามารถสร้างประชาธิปไตยให้แข็งแรงได้ เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบการหรือโครงสร้างทางการเมือง หากอยู่ที่คนต่างหาก

คนไทยนี่แหละคือตัวปัญหา หาใช่ระบบการเมือง รัฐธรรมนูญ ทุนนิยมสามานย์ หรือศักดินาล้าหลัง แต่อย่างใดไม่

Read More